เชิญร่วมทำบุญสร้างพระประธานหยกขาวหน้าตัก108 นิ้ว

เชิญชวน ญาติธรรม สาธุชน กัลยาณมิตรทุกท่าน ร่วมสมทบปัจจัยเข้ากองทุนก่อสร้างพระประธานหยกขาว ที่ได้อันเชิญมาประดิษฐาน ณ.โรงอุโบสถวัดป่าเจริญราช เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังขาดปัจจัย ที่ต้องชำระ เป็นค่าจัดทำงวดสุดท้าย รวมถึงค่าขนส่ง เคลื่อนย้ายต่างๆ...ทั้งนี้ ท่านสามารถร่วมบุญได้ด้วยการ โอนปัจจัยเข้าบัญชีวัดป่าเจริญราช ได้ที่

บัญชีพระครูปลัดวีระนนท์ วีรนนฺโท 

เลขที่ 291-223909-8 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้ โลตัส รังสิต คลอง 7


หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ดรุณี พัวพันธ์สกุล (แม่น้อง) โทร.085-6664898


พระประธานหินขาว ๗ ปีแห่งการรอคอย

ผู้ให้สัมภาษณ์
อาจารย์ ดรุณี  พัวพันธ์สกุล (แม่น้อง)
คุณผกาวรรณ  สามัตถิยดีกุล (คุณเจนนี่)

ผู้เรียบเรียง
ขนิษฐา  อัมภวา

ในโรงอุโบสถของแต่ละวัด จะมีพระประธานประดิษฐานอยู่ โดยมีที่มาและขนาดที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนมากมักจะสร้างเป็นพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่

วัดป่าเจริญราชก็เช่นเดียวกัน จากการที่ได้สัมภาษณ์ อาจารย์ดรุณี  พัวพันธ์สกุล(แม่น้อง)และ คุณผกาวรรณ  สามัตถิยดีกุล(คุณเจนนี่) ผู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานในการร่วมจัดหา ออกแบบ ดูแลและติดตามงาน ตั้งแต่ต้นจนสำเร็จเป็นองค์เรียบร้อย โดยให้ข้อมูล ดังนี้

ความเป็นมา

ที่ประเทศพม่า

ความพยายามครั้งแรกในการหาหินที่จะนำมาสร้างองค์พระประธาน หลวงพ่อและทีมงานได้เดินทางไปยังประเทศพม่าเพื่อทำการเลือกหินที่ดีที่สุด ผลที่ได้คือ

หินก้อนที่ ๑  หินที่ได้มาเมื่อนำมาทำการปันเป็นองค์พระ  ปรากฏว่ามีขนาดที่เล็กไม่ตรงตามขนาดที่ต้องการตามที่ได้ตกลงกันไว้ จึงไม่เอาและทำการหาหินก้อนใหม่

หินก้อนที่ ๒ ก็ออกมาเหมือนเดิม คือปันออกมาได้องค์พระที่มีขนาดเล็กลงไม่ตรงกับที่ต้องการ และเมื่อแกะออกมาแล้ว องค์พระมีใบหน้าที่ก้มลงต่ำ จึงไม่เอาและทำการหาหินก้อนใหม่อีก

หินก้อนที่ ๓ เป็นหินที่หาได้ตรงตามลักษณะที่ต้องการในเบื้องต้น แต่เมื่อนำมาวัดโดยละเอียดแล้ว กลับไม่ได้ขนาดตามที่ต้องการอีก จึงตัดสินใจทิ้งไป แล้วทำการหาหินก้อนใหม่อีกครั้ง

หินก้อนที่ ๔ ในการหาหินก้อนนี้ หลวงพ่อและทีมงานได้พากันขึ้นไปบนดอย เพื่อไปเลือกหินที่ต้องการด้วยตนเอง และได้ทำการวัดขนาดของหินที่ยังอยู่ในดินยังไม่ได้ขุดขึ้นมา แต่สามารถเห็นขนาดของหินทั้งก้อนได้ชัดเจนและได้ทำการวัดขนาด ครั้งนี้ได้ขนาดตามที่ต้องการ จึงตกลงว่าจะนำลงมาจากดอย เมื่อหลวงพ่อและทีมงานลงมาถึงด้านล่าง ได้ขอให้ช่างช่วยไปดูให้อีกครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นได้ ช่างอ๋อย ซึ่งเป็นช่างอยู่ที่ปราจีนบุรี เป็นช่างที่ชำนาญด้านการแกะสลักหินโดยเฉพาะ ช่วยเดินทางไปดูหินที่พม่า ช่างอ๋อยได้ขึ้นดอยไปวัดขนาดแล้วได้สั่งให้ตัดก้อนหินลงมา เมื่อตัดออกมาแล้วไม่สามารถนำเอาลงมาได้ เพราะมีขนาดใหญ่เกินไป จึงให้ช่างอ๋อยขึ้นไปครั้งที่ ๒ ให้ไปวัดขนาดและทำการตัดปันก้อนหินให้มีขนาดเล็กลง แต่ยังอยู่ในขนาดที่ต้องการ พอตัดออกมาได้แล้วเตรียมที่จะนำก้อนหินกลับมาเมืองไทย แต่ก็พบกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ คือ เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงราย ชายแดนแม่สาย ทำให้ถนนแยก ทางขาด ประชากรประเทศพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการขนส่งทางเรือแทน โดยจะใส่หินหยกนั้นมากับตู้คอนเทนเนอร์ จึงต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้หินก้อนเล็กลงเพื่อที่จะนำใส่ลงในตู้คอนเทนเนอร์ได้ จึงได้ใช้วิธีตัดหินให้เป็นรูปร่างองค์พระคร่าวๆ แต่พอตัดลงไปก็พบเห็นรอยร้าวที่อยู่ข้างใน ซึ่งเป็นด้านหน้าขององค์พระ จึงต้องยกเลิกการใช้หินนั้นไปอีกก้อน

หลังจากพยายามหาก้อนหิน เพื่อนำมาแกะและปันองค์พระไปแล้วจำนวนถึง ๔ ก้อน รวมเวลาประมาณ ๔ ปี ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ทางหลวงพ่อและทีมงานคณะศิษย์ก็ยังไม่ย่อท้อ พยายามสืบเสาะค้นหาต่อไป แต่ครั้งนี้ได้ลองเปลี่ยนเส้นทางไปหาที่ประเทศจีนแทน...

ที่ประเทศจีน

หินก้อนที่ ๕ ซึ่งเป็นหินก้อนแรกที่ทำการหาในประเทศจีน เมื่อหามาได้แล้ว ลองทำการวัดขนาดด้านต่างๆ พบว่าไม่ได้ตามที่ต้องการอีก ต้องยกเลิกการใช้ไป

หินก้อนที่ ๖ ซึ่งเป็นหินก้อนที่ ๒ ที่ทำการหาในประเทศจีน ในตอนแรกวัดได้ขนาดพอดีตามที่ต้องการ แต่ครั้นเมื่อนำมาตัดและทำการวัดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่ามีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะวัดอย่างไรก็ไม่ได้ขนาดเท่าเดิม จึงต้องยกเลิกการใช้ไปอีก...

หินก้อนที่ ๗ ซึ่งเป็นหินก้อนที่ ๓ ที่ทำการหาในประเทศจีน หลังจากยกเลิกการใช้หินก้อนที่ ๒ ที่จีน โครงการต้องล่าช้าไปอีก ๑ ปี จึงจัดหาหินก้อนที่ ๓ ในจีนได้ ด้วยอุปสรรคต่างๆมากมาย เพราะก้อนหินที่จะนำมาใช้นั้นอยู่บนภูเขาสูง การจะนำลงมาข้างล่างได้นั้น ต้องรอให้มีหิมะตก เพื่อที่จะสามารถใช้สายทางของหิมะช่วยในการเคลื่อนย้าย ลากจูงลงมายังจุดที่รถสามารถเข้าไปรับได้ และการที่รถจะเข้าไปรับมาได้นั้น ก็จำเป็นต้องรอให้หิมะแห้งเช่นกัน...

เมื่อได้ก้อนหินที่มีขนาดตามที่ต้องการแน่นอนแล้ว ต้องนำเข้าไปที่โรงปันหิน ซึ่งในช่วงนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่จีน ทำให้สะพานขาด ต้องรออีกเป็นเวลาถึง ๖ เดือน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายก้อนหินไปได้ เมื่อถึงโรงปันแล้ว ทางช่างชาวจีนได้ทำการวัดโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ สายวัดหลู่ปัน ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดของชาวจีนโบราณ ที่ใช้กันมานานนับหมื่นๆปี ในเมืองจีนไม่ว่าจะทำการก่อสร้างสิ่งใด ทางช่างจะนำสายวัดหลู่ปันนี้มาทำการวัดเสมอ สำหรับก้อนหินชิ้นนี้ เมื่อทำการวัดขนาด ปรากฏว่าได้ขนาดออกมา ๑๐๘ นิ้ว ซึ่งถือเป็นเลขมงคลพอดี...

ขั้นตอนการปันและแกะสลัก

    ผู้ปันองค์พระประธานเริ่มแรก เป็นอาจารย์ใหญ่เป็นนักปันฝีมือเยี่ยม แต่เนื่องจากเป็นชาวจีน การปันหินจึงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าน ท่านปันอย่างไรก็ไม่ได้ตามที่ทางหลวงพ่อและคณะต้องการ ยังไม่ทันสำเร็จก็ได้ยกเลิกการปันไปเสียก่อน
ช่วงนี้มีอุปสรรคมากมาย จนหลวงพ่อเกือบยกเลิกการทำองค์พระที่ใช้ก้อนหิน และช่างฝีมือจากประเทศจีน แล้วกลับมาหาหินในประเทศไทยแทน แต่มิสเตอร์ วู เต๊อเชียง (Wu Deqiang) ได้ขอไว้ว่า ตนเองต้องการทำให้สำเร็จ...


มิสเตอร์วู ได้นำเอารูปปันองค์พระ ไปยังบ้านตนเองเพื่อทำการแก้ไขกับลูกน้อง เก็บงานหลังจากที่อาจารย์ใหญ่ท่านแรกปันไว้ จริงๆแล้วมิสเตอร์วู ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ในด้านการปันหินเช่นกัน แต่มีความถนัดและชำนาญด้านการแกะลูกนัยน์ตา ซึ่งจัดว่าเก่งที่สุดในประเทศจีน ก่อนจะแกะองค์พระทุกครั้ง มิสเตอร์วู จะทำการรักษาศีล กินเจ ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระล่วงหน้าก่อน ๗-๘ วัน แล้วค่อยไปทำการแกะพระด้วยมือของท่านเอง มิสเตอร์ วู ได้รับรางวัลที่ ๑ ในระดับชาติ ที่ปักกิ่ง ในด้านการเป็นศิลปินแกะพระหิน เมื่อปี ๒๐๑๔ ท่านมีความสามารถในการแกะลูกนัยน์ตา ไม่ว่าเราจะยืนอยู่มุมไหน เมื่อมองไปที่องค์พระ จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า องค์พระท่านจ้องมองเรา ด้วยสายตาที่มีเมตตามาก

 
มิสเตอร์วู ได้ดำเนินงานปันพระ จนกระทั่งหลวงพ่อได้พิจารณาแบบแล้วจึงบอกว่า “ผ่าน”  และได้ให้ดำเนินการต่อ จนแล้วเสร็จเป็นรูปพระประธานหินหยกขาวดังที่เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้   หลังจากที่มิสเตอร์วูตั้งภาพพระพุทธรูปไว้ที่โรงงาน ได้มีผู้ขอเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก ที่โรงงานของท่าน ซึ่งท่านเองรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ดีดีที่เกิดขึ้นกับท่านหลังจากที่ได้เริ่มดำเนินงานนี้

กว่าจะสำเร็จใช้เวลาในประเทศจีนอีก ๓ ปี รวมทั้งสิ้นในการได้มาซึ่งองค์พระประธานหินขาวใช้เวลาประมาณ ๗ ปี


อุณาโลม

หมายถึง ขนระหว่างคิ้ว หรือเครื่องหมายอันเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งใช้ในพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู คล้ายเครื่องหมายยันต์ บางที่แสดงตรงระหว่างคิ้วรูปบูชา เช่น พระพุทธรูป เทวดา ฯลฯ ตามเทพนิทาน  อุณาโลมจะเปล่งรังสี ซึ่งทำให้มีความรู้และความสว่างแก่โลก จึงเป็นเครื่องหมายของการตรัสรู้ ในศิลปะและการวรรณรูปบูชามักจะมีสีแดงเป็นจุดกลม ภาษาสันสกฤตเรียก “เอิร์นะ” (urna) และภาษาบาลีเรียก “อุณา” (unna) ภาษาอังกฤษบางครั้งเรียก “บูดดะไอ” (buddha eye) หรือ “เธิร์ดไอ” (third eye) ซึ่งสามารถแปลได้ว่า เนตรพระพุทธเจ้าหรือตรีเนตร
ที่มา : เว็บไซต์ พลังจิต

อุณาโลม... เครื่องหมายแห่งมงคล

อุณาโลม ตามรูปศัพท์แปลว่าขนระหว่างคิ้ว หรือเครื่องหมายระหว่างคิ้วพระพุทธรูป หรือเครื่องหมายอย่างรูปหน้าหมวกทหาร

ทางคณะฯได้ใช้ระยะเวลาหาอุณาโลมนานถึง ๖ เดือน เนื่องจากอุณาโลมที่จะนำมาติดนี้ ต้องมีขนาดใหญ่สมส่วนกับองค์พระ ทำให้หายากมากและไม่ทราบแหล่งที่จะไปเลือกหา ส่วนที่พอจะหาได้ มักจะมีตำหนิเช่น ไม่เงาใส ขนาดไม่สมส่วน รูปแบบไม่ต้องตามลักษณะ แลดูไม่สวยงาม จนกระทั่งได้พบกับอุณาโลมที่ต้องการ ด้วยความบังเอิญอย่างที่สุด ในนาทีสุดท้ายของงานแสดงเครื่องประดับฯในประเทศไทย มีอยู่ร้านหนึ่งเข้ามาจัดแสดงสินค้าที่กรุงเทพฯ ซึ่งคุณผกาวรรณ(คุณเจนนี่) ได้รับการแจ้งจากผู้รู้ ให้เข้าไปดูที่งานให้ทันก่อนเวลาปิดงานเวลา ๒ ทุ่ม  พอไปถึงทางร้าน ภายหลังจึงได้ทราบว่า เจ้าของร้านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท เช่นกัน อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี คุณเจนนี่จึงเปิดตัวอย่างแบบที่ต้องการให้เจ้าของร้านดูว่า ทางวัดต้องการหาอุณาโลมตามแบบ ซึ่งแรกๆทางเจ้าของร้านมีท่าที บ่ายเบี่ยง ไม่ให้ความสนใจ บอกว่า “ปิดร้านแล้ว” เพราะเป็นวันสุดท้ายและก็หมดเวลาแล้วด้วย คุณเจนนี่ได้พยายาม อ้อนวอนพูดคุยขอให้เจ้าของร้านช่วยพิจารณาแบบ และช่วยหาให้ โดยแจ้งว่ามาจากวัดป่าเจริญราช และคุณเจนนี่เองต้องการเป็นอย่างมากและไม่มีเวลาในการประสานงานต่อ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นต้องเดินทางไปต่างประเทศและอยู่ทำภารกิจเป็นเวลานาน ทางเจ้าของร้านจึงเอามือล้วงลงไปในหีบใบหนึ่งแล้วหยิบขึ้นมาเพียงชิ้นเดียว แล้วก็บอกว่า ชิ้นนี้เหมาะกับคุณมาก คุณเจนนี่ได้รีบนำกลับไปให้หลวงพ่อช่วยพิจารณาตัดสินใจ ซึ่งท่านได้บอกว่า ชิ้นนี้ใช้ได้ ทางวัดฯจึงได้อุณาโลมชิ้นนั้นมาเป็นที่เรียบร้อย 

ส่วนประกอบขององค์พระหินขาว

เป็นองค์พระที่แกะสลักจากหินขาวก้อนเดียวทั้งองค์

หน้าตัก ๑๐๘ นิ้ว (๒๗๔.๕ เซนติเมตร)
มีความหมายว่า จะได้มาซึ่งลูกหลานที่ดีเป็นอภิชาตบุตร

ความสูงขององค์พระ ๓๒๐ เซนติเมตร
มีความหมายว่า จะได้มาซึ่งลูกหลานที่ดี จะได้มาซึ่งความเป็นสิริมงคล ทรัพย์สินเงินทอง

ฐานดอกบัวใต้องค์พระ ๓๘ เซนติเมตร
มีความหมายว่า ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง สมบัติพัสถาน ทรัพย์สินโดยชอบ

ฐานด้านล่าง ๖๘ เซนติเมตร
มีความหมายว่า ได้ลูกหลานสืบสกุลที่ดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีความเจริญรุ่งเรือง มีความก้าวหน้า

รวมทั้ง ๒ ฐานเป็น ๑๐๖ เซนติเมตร
มีความหมายว่า ได้ลูกหลานสืบสกุลที่ดี มีความสิริมงคลอันยิ่งใหญ่

ความกว้างของฐานด้านล่าง ๑๙๕ เซนติเมตร
มีความหมายว่า โชคลาภ ดาวแห่งความสุข ความเป็นที่หนึ่ง

ความยาวของฐานด้านล่าง ๓๙๐ เซนติเมตร
มีความหมายว่า มีความร่ำรวย รุ่งเรืองและมั่งมีศรีสุข ประสบความสำเร็จสูงสุด

รวมความสูงขององค์พระและฐานทั้งหมด ๔๒๖ เซนติเมตร
มีความหมายว่า ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง สมหวังจากยศถาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบ

วัดป่าเจริญได้ทำพิธีอัญเชิญพระประธานหินขาวขึ้นประดิษฐาน ณ โรงพระอุโบสถ เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา

เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชา สืบต่อไป

ที่มา : วารสารกระแสใจ

คลิปวีดิโอ ภาพพิธีอัญเชิญพระประธานหินหยกขาว ขึ้นประดิษฐาน ณ โรงอุโบสถวัดป่าเจริญราช

https://www.youtube.com/watch?v=0gtmxPrmjKw