เรื่องเล่าจากพระป่า 05.ตอน: หลงทาง

ตอน: หลงทาง

โดย กัณหาชาลี (วารสารกระแสใจ)

หลังจากที่พระหนุ่มไม่เห็นโยมที่จะถามทางลงไปยังลำธาร  ก็ได้แต่สอดส่ายสายตามองหาโยมเพื่อที่จะถามให้มั่นใจ
อีกที  แต่ก็ไม่พบ  พระหนุ่มก็ได้พยายามเดินหาแหล่งน้ำที่โยมชี้บอกทางให้ แต่ก็ไม่เจอแหล่งน้ำ จนเดินข้ามเขา
ไปอีกลูกหนึ่ง เป็นระยะทางประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ก็สามารถข้ามเขาได้ แต่ก็ล่วงเวลาไปจน ๒๐ นาฬิกา พระหนุ่มคิดในใจว่า คืนนี้อากาศดีเย็นสบายท้องฟ้าพอมีแสงส่องลงมา ให้เห็นทางเดินบ้าง ท่านก็เลยเดินในเวลาค่ำ เดินไปกำหนดฟังเสียงนกร้องเพลงให้ฟัง เวลาค่ำคืนในป่าลึก ซึ่งมีแมกไม้หนาทึบคลุมสองข้างทางเดิน ที่ไม่ใช่ทางเดิน พอมองเห็นทางสลัวๆ ที่กล่าวว่า ทางเดินไม่ใช่ทางเดินนั้น หมายถึงว่า เหมือนทางวัวป่าเดินกินหญ้านั่นเอง พระหนุ่มอาศัยช่องทางเล็กๆเดินไปเรื่อยๆ เวลานี้น่าจะเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ

ป่าเมืองลับแล

ทันใดนั้นพระหนุ่มก็ได้ยินเสียงคนพูดกันสำเนียงเป็น ภาษาลาวว่าทางเดินนี้ไม่มีคนชอบเดิน มีแต่ผู้วิเศษเดินทางของ เมืองเราเท่านั้น และก็ได้ยินเสียงพูดตอบโต้ว่า "ในเขตภูเขาควาย ข่องแคบเมืองของเราตรงนี้ไม่มีใครมาเด้อะ" ซึ่งฟังแล้วเป็นเสียงคนแก่พูด และมีเสียงพูดขึ้นอีกว่า "มีอยู่เดี๋ยวนี้กำลังมีคนที่บ่อแม้นคนมา" พระภิกษุหนุ่มก็พูดกับตัวเอง "ฟังเหมือนเสียงเด็ก คืนนี้เราคงต้องปักกลดแถวนี้ ถ้าเดินมากไปกลัวหลงทาง" พระหนุ่มก็อธิษฐานปักกลดในบริเวณป่านั้น โดยมองไม่ออกว่าเป็นที่ไหน แต่ก็ได้แต่รู้สึกว่า เดินทางคืนนี้ไม่พบเสือโคร่งสักตัวเลย หรือว่าอากาศเย็นเสือโคร่งหรือสัตว์ป่าไม่ชอบ ท่านก็เลยตัดสินใจปักกลดนั่งภาวนาอยู่ตรงนั้น บรรยากาศในป่าคืนนี้เงียบสงัด วังเวงชอบกล อากาศก็หนาวเย็นเข้าจับขั้วหัวใจมาก

พอท่านนั่งสมาธิไปประมาณสัก ๑ ชั่วโมง แล้วได้ยินเสียงคนกล่อมลูกนอนเป็นสำเนียงภาษาลาวว่า "นอนสาละ หลับตาแม่ซิกล่อม นอนตื่นแล้วลูกแก้วจังกินนม แม่ไปไฮ้ซีเอาไก่ มาหา แม่ไปนาซิเอาปลามาป้อน เอย เฮะ เออ" พระหนุ่มก็รู้ทันทีว่า  
ตัวเองขณะนี้ได้เดินทางเข้ามาอยู่ในเขตประเทศลาวแล้ว โดยไม่รู้สึกตัวตั้งแต่แรก ท่านก็เลยแผ่เมตตา "ขอทางแม่พระธรณีที่อยู่ในสถานที่นั้น ตลอดทั้งเจ้าป่าเจ้าเขาที่เดินเหยียบย่ำเข้ามา โดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน เพราะคืนนี้อาตมาภาพเดินเพลินไปหน่อย " พอตอนเช้ามืดเวลาประมาณ ๓-๔ นาฬิกา พระหนุ่มได้ยินแต่เสียงเด็กร้องไห้ และเป็นเสียงผู้หญิงพูดเสียงดังมาก  
จนท่านคิดว่าอยู่ห่างประมาณ ๑๐ เมตร ท่านก็เข้าสมาธิไม่ยอมออกจากสมาธิ จนเห็นเป็นเมฆหมอกควันขาวไปหมดทั้งขุนเขา น้ำค้างก็ลงแรง  แต่เสียงเด็กทั้งหัวเราะและร้องไห้ เหมือนอยู่ในบ้านกันหลายคน ท่านก็แปลกใจว่าในป่าลึกอย่างนี้ ยังมีบ้านคนอยู่อีกหรือพระหนุ่มเห็นเงาลางๆตะคุ่มๆอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ สูงประมาณ๓๐ เมตร มีขนาดลำต้นใหญ่ประมาณ ๕ คนโอบ
และข้างหลังต้นใหญ่ ๖-๗ ต้นเป็นหน้าผาสูงมาก ถ้าเดิน กลางคืนไม่สามารถมองเห็นว่าเป็นภูเขา เพราะต้นไม้ทั้งต้นเล็กและใหญ่ปกคลุมหนาทึบจนไม่สามารถมองเห็นพระภิกษุหนุ่ม ก็นั่งอยู่ในกลด สวดมนต์ทำวัตรเช้าเจริญจิตตภาวนา แผ่เมตตา ให้กับสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั่วๆไป ตลอดทั้งมนุษย์และคนธรรพ์ พิทยาธรตลอดทั้งเจ้าป่าเจ้าเขา เสร็จแล้วก็คอยๆมองดูสิ่งรอบๆข้าง สำรวจดูให้แน่ใจก่อนว่ามีอะไรบ้างแล้วค่อยๆออกจากกลด มามองดูข้างนอกอีกทีนึง เพื่อให้เกิดความไม่ประมาท ว่ามี
สัตว์ร้ายนั่งรอจังหวะจะตะคุ่มเหยื่อหาอาหารอันโอชะอยู่หรือเปล่า เมื่อทุกอย่างดูเป็นปกติ พระภิกษุหนุ่มก็จัดเตรียมบาตร
เพื่อที่จะออกบิณฑบาตตลอดทั้งสัมภาระต่างๆ มีกลด มุ้ง และของใช้จำเป็นอื่นๆสำหรับใช้ธุดงค์ แล้วก็สะพายไปด้วย เพราะ
จะไม่ย้อนกลับมาที่เดิมอีก จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

บิณฑบาตในป่า

เมื่อท่านเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ท่านก็อธิษฐานบาตร ก่อนออกบิณฑบาตเป็นปกติทุกๆครั้งที่จะบิณฑบาต ท่านก็เดิน
ผ่านต้นไม้ใหญ่กลุ่มนั้นไปสักพักหนึ่ง ได้ยินเสียงพูดว่า "นิมนต์โปรด" พระภิกษุหนุ่มได้ยินก็หันไปมอง เห็นโยมผู้หญิงใส่ชุดขาวยาว ยืนถือของสำหรับใส่บาตรอยู่คนหนึ่ง ท่านก็ยืนรอรับด้วยอาการสงบและจิตใจจดจ่อด้วยอาการเรียบร้อย พอโยม
ใส่บาตรแล้ว โยมคนนั้นพูดว่าเดินไปแล้วเลี้ยวซ้าย จะมีคนรอใส่บาตรอยู่ ๓ คน แล้วเขาจะบอกทางท่านเอง

พระภิกษุหนุ่มพอรับบาตรแล้วก็เดินไปตามทางที่โยมผู้หญิงบอก และมีโยมผู้หญิงยืนรอ อยู่ ๓ คนจริงๆ   เมื่อใส่บาตรเขาก็
บอกทางให้ตรงไปน้ำตก แล้วเลี้ยวขวา พอพระภิกษุหนุ่มเดินไปได้พักหนึ่ง  ก็หันกลับมาดูโยมที่ใส่บาตร ในระยะที่เดินออก
ไปไม่กี่ก้าว โยมที่ใส่บาตรได้หายไปแล้ว พระภิกษุหนุ่มรู้สึกเย็นวูบที่หลังทันที แล้วเดินไป  มองกลับมาดูข้างหลังอีกด้วย
ความสงสัยว่าบ้านที่คนมาใส่บาตรอยู่แถวไหนกันแน่  เดินไปด้วยมองดูไปด้วยไม่เห็นว่ามีบ้านคนสักหลัง อาหาร ที่บิณฑบาตมาได้อย่างไร ท่านก็ไม่กล้าฉัน เพราะเคยได้ยิน คำเล่าลือกันมานานในกลุ่มพระที่เดินธุดงค์หลงทางเข้ามาในเขตประเทศลาว โดยเฉพาะบริเวณเขตภูเขาควายว่า เคยมีพระภิกษุหลายรูป เมื่อรับอาหารบิณฑบาตฉันแล้วไม่เห็นกลับออกไปจากป่า หายไปเลยตั้งหลายรูป เพราะถูกคนเมืองลับแลจับไป บางรูปที่มีโอกาสกลับออกมา ก็มีอาการแปลกๆ คือเป็นบ้าเสียสติไปเลยก็มีตัวอย่างให้เห็นเยอะ

ดังนั้นด้วยความวิตกกังวลหรือไม่ประมาท ท่านก็เลยไม่ฉันอาหารบิณฑบาตนั้น ท่านก็เอาอาหารบิณฑบาตนั้นเทใส่โคนต้นไม้
ใหญ่พร้อมกับพูดว่า อาหารนี้อาตมาไม่ฉัน ขอจงให้ผู้ใส่บาตรจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด พอเทอาหารก็ได้กลิ่นอาหารที่น่าฉันมากๆ  ท่านก็นั่งสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ตรงนั้น  พอกำลังจะลุกขึ้นเดิน ตาของท่านเหลือบมองไปเห็นมดแดงที่มากินอาหาร นอนหลับกองกันอยู่เป็นจำนวนมาก ท่านก็ตกใจว่ามด เหล่านั้นตายเพราะท่าน ท่านก็เลยขออโหสิกรรมต่อมดเหล่านั้น  แล้วสวดมนต์
มาติกาบังสุกุลให้มดเหล่านั้น ความไม่โลภไม่เห็นแก่กิน ทำให้ชีวิตรอดปลอดภัยไปได้เสี้ยววินาที ความโลภไม่มีสติทำให้เกิดทุกข์ภายหลัง พระภิกษุหนุ่มก็พยายามที่จะเดินออก จากแนวภูเขาที่สูงและยาวเทือกนั้น เดินอยู่ทั้งวันก็วนกลับมาที่เดิมอีก
หลายต่อหลายรอบเลยทีเดียว  ท่านก็เลยหยุดนั่งพักตั้งสติ สำรวจจิตอีกครั้งพร้อมกับอธิษฐานบอกแม่นางธรณีเจ้าป่าเจ้าเขา และบุญกุศลบารมีที่ได้สร้างมาให้เห็นทางเดินของมนุษย์ และพระธุดงค์ด้วยเถิด สวดมนต์บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
๑๐๙ จบแล้วก็เดินต่อไปใหม่

พบสามเณรคำ

ครั้นท่านเดินไปสักระยะหนึ่งก็เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งอายุ ประมาณ ๘๐-๙๐ กว่า ยืนดักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พอพระภิกษุหนุ่ม
เดินเข้าไปใกล้พระภิกษุแก่รูปนั้นเดินตรงมาก้มลงกราบพระหนุ่ม ท่านก็รีบจับมือพระภิกษุแก่รูปนั้นทันทีแล้วพูดว่า "หลวงปู่
อย่ากราบกระผม กระผมเพิ่งบวช ๑ พรรษาเท่านั้น" หลวงปู่รูปนั้นพูดว่า "ผมเป็นเณรครับ" ท่านพูดสำเนียงภาษาลาว "ผมเป็นสามเณรครับท่านอาจารย์ ผมชื่อสามเณรคำ มาดักรอท่านอาจารย์อยู่ที่นี่ ๓ วันแล้วครับ ท่านอาจารย์ยังไม่ได้ฉันข้าวมา ๕ วันแล้ว ผมมีอาหารมาถวายอาจารย์ ผมขอใส่บาตรอาจารย์ครับ ผมอยากได้บุญนำอาจารย์" สามเณรพูดเป็นภาษาลาว
พระภิกษุหนุ่มก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่สามเณรที่ภูเขาควายมาบ้างเหมือนกัน  ท่านก็รู้สึกดีใจ แต่ไม่กล้าแสดงออก พระภิกษุหนุ่มจึงนั่งสนทนาธรรมกับสามเณรว่า "ผมอยู่ในป่าที่ผ่านมา ๕ วัน ผมไม่ได้ยินเสียงลมพัดต้นไม้สักนิดเลย"
สามเณรพูดขึ้นว่า "ที่ท่านครูบาย่างผ่านมา ๕ มื้อ รอดออกมาได้เป็นบุญตัวครูบา ป่านั้นเขาลูกนั้นถ้าบ่ตายก็เป็นบ้า เขาเอ่อว่า
เมืองเขาลับแลแม่จงอาง (คนเขาเรียกว่า เขาลับแลแม่จงอางใหญ่) ส่วนมากบ่อมีผู้ใดรอดออกมาได้เกิน ๓ มื้อ"

พอสนทนากันได้พักหนึ่งก็ต้องแยกทางกันเดินต่อตามหน้าที่ และนัดพบกันที่ถ้ำฤๅษี ๑๐๐ ตน พระภิกษุหนุ่มไม่รู้ทาง เลยถาม สามเณรว่าถ้ำนี้อยู่ช่วงไหน หลวงปู่เณรคำบอกว่า "เดินไปตามร่องน้ำนี้ ถ้าครูบาเดินธรรมดา ๗ มื้อก็ฮอด ถ้าเดินเร็วๆ บ่อพัก ๓-๔ มื้อก็ฮอด" การเดินธุดงค์ เดินข้างริมแม่น้ำลำธารก็จะเดินง่าย สำหรับผู้ที่เคยเดิน เพราะอาศัยทางของสัตว์ที่หากิน ตาม
ริมตลิ่ง อาจจะสูงขึ้น ถ้ำที่นั้นเป็นภูเขา เหมือนเราเดินทางเอียงๆ ประมาณ ๔๕-๕๐ องศา พร้อมกับสะพายบาตรและกลด
บางครั้งเดินข้างตลิ่งพังลงต้องระมัดระวัง ตั้งสติตลอดเวลา มากกว่าการเดินจงกรมเป็น ๑๐ เท่า เพราะถ้าตกลงไปนอนใน
แม่น้ำลำธารทันที ดีหน่อยถ้าไม่ถูกไม้หรือหนามเสียบพุง