เรื่องเล่าจากพระป่า 02.ตอน: ความลี้ลับแห่งขุนเขา

ตอน: ความลี้ลับแห่งขุนเขา

โดย กัณหาชาลี (วารสารกระแสใจ) 

ออกเดินธุดงค์ครั้งแรกในชีวิต

พระหนุ่มออกเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ดมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาฬสินธุ์  หากถามว่า  ท่านรู้ได้อย่างไร ว่าจะต้องเดินไปทางไหนนั้น
มิสามารถจะชี้แจงได้ เพียงแต่อาศัยความรู้สึกลึกๆ เป็นตัวชี้ทาง บางทีท่านเองก็รู้สึกงงๆเช่นกัน  พอเดินทางไปถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ บริเวณอำเภอกุสินารายณ์ ท่านเองก็รู้สึกว่า ตัวเองเหมือนกับรถยนต์ ซึ่งใช้เวลาในการเดินทาง ๕ วัน พระหนุ่มคิด
เปรียบเทียบไปว่าชีวิตของเราทุกคนก็เสมือนรถที่แล่นไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาทุกนาที หากชีวิตขับเคลื่อนอยู่ไม่หยุดนิ่ง
น้ำมันแห่งชีวิตก็จะค่อยๆหมดลงไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน คนทั่วไปก็มักจะหลงเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งล่อตาล่อใจภายนอกร่างกาย จนลืมนึกถึงคุณค่าของชีวิตที่มีอยู่ในขณะนั้น ๆ โดยปกติแล้ว สิ่งไหน ที่อยู่ใกล้ตัวเรา เรามักจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น
มากนัก เหมือนกับขนตาที่อยู่ติดกับตา จึงทำให้เรามองไม่เห็นขนตาตัวเอง ชีวิตของมนุษย์มีคุณค่าสูงส่งมากมายมหาศาล
ตามความประพฤติที่ดีงามของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถส่งเสริมคุณค่าให้กับตัวเราเองได้มากน้อยเพียงใด เราจึงจะ
สามารถใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่จะมีคุณค่าได้ก็ต้องสร้างตัวเองให้มีคุณค่า มีทั้งคุณค่าภายนอก
และคุณค่าภายใน จึงจะเรียกว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยการอาศัยวิธีฝึกตนเองให้มีศักยภาพที่สูงค่า โดยวิธี
ประพฤติปฏิบัติทั้งทางกาย และทางจิตให้มีศักยภาพเสมอกัน ก็จะเรียกว่าศักยภาพของความเป็นมนุษย์ สมรรถภาพของ
รถยนต์ก็คล้าย ๆ กันคือ ทนทานต่อสิ่งที่มากระทบได้นานและ มั่นคงนั่นเอง

เปรียบมนุษย์เหมือนรถบรรทุก

การเดินธุดงค์ไปตามหาหลวงปู่มั่นก็เช่นเดียวกัน ต้องเดินลัดเลาะ ตัดไปตามป่าเขาน้อยเขาใหญ่ มองดูตัวเองก็ไม่ต่างกับ
รถบรรทุกของที่หนัก เพราะเวลาเดินไปข้าวของต่างๆ ก็อยู่บนไหล่ของเรา และถ้ามีตัวเราอยู่ ความหนัก ความวิตกกังวลก็มี
มากขึ้น เพราะเราไม่อยากแบกเอาของที่หนักไปด้วย แต่พอมานึกถึงประโยชน์ที่จะใช้ ก็ต้องทนแบกต่อไป โดยเฉพาะการแบกขันธ์ห้า สุดแสนที่จะหนัก แต่ก็วางลงได้ยากมาก ๆ เช่นกัน

ในระยะเวลาประมาณวันที่ ๑๕ ของการออกเดินธุดงค์ พระหนุ่มก็เดินมุ่งหน้าไปยังอำเภอกุสินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ การเดิน
ธุดงค์ไปเส้นทางภูพานในระยะนั้น ต้นไม้ใหญ่ๆก็ยังมีให้เห็นอยู่มากพอสมควร ในช่วงเวลากลางวันก็พอจะเห็นผู้คนที่ไปหาของ
ป่าบ้าง แต่สำหรับเวลากลางคืนกลับเป็นสถานที่อันสงบ เยือกเย็นไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง แต่ในบางครั้งพอมีเสียงสัตว์ป่า ร้อง
หาเพื่อน ก็ทำให้พระหนุ่มต้องหันไปมองซ้ายมองขวา แต่ก็พบเห็นเพียงแต่ต้นไม้ ถ้าเป็นช่วงเวลาข้างขึ้นก็จะเห็นแต่เงาต้นไม้
ใหญ่ ดูไปก็รู้สึกวังเวงเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก

ขุมสมบัติในป่า

มีอยู่ค่ำคืนหนึ่งขณะที่พระหนุ่มกำลังเดินจงกรมอยู่นั้น ก็ปรากฏมีผู้เฒ่าชาย ดูลักษณะการพูดจาแล้วเหมือนเป็นคนเผ่าผู้ไท
ซึ่งเป็นคนไทยเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดอุดรธานีบริเวณอำเภอวังสามหมอและจังหวัดสกลนคร อยู่
แถวตามแนวเทือกเขาภูพานอดีตเป็นพื้นที่สีแดง เดินตรงเข้ามาหาพระหนุ่ม

แล้วเอ่ยถามว่า "ท่านมาทำอะไรแถวนี้"
พระหนุ่ม ตอบกลับไปว่า "มาธุดงค์ปฏิบัติธรรม"
คนเผ่าผู้ไทจึงถามต่อว่า "ท่านมาคนเดียวท่านไม่กลัวหรือ"
"กลัวอะไรหรือโยม" พระหนุ่มถามกลับ
ก็ได้คำตอบว่า "นักศึกษาเข้าป่ามาตายแถวนี้เยอะมาก"
ท่านจึงตอบว่า "ไม่เป็นไรหรอกโยม ต่างคนต่างอยู่ เราไม่เบียดเบียนกัน อาตมาว่าทางใครทางมันนะ อาตมาทำหน้าที่ ของพระ นักศึกษาก็ทำหน้าที่ของนักศึกษา"
ผู้เฒ่าจึงถามอีกว่า "ท่านไม่กลัวพวกคอมมิวนิสต์หรือ"
"ไม่กลัวหรอกโยม เพราะเขาไม่ใช่โจรและเขาก็เป็นคนไทยเหมือนอาตมา เขายังมีความรู้มากอีกด้วย ศึกษาหาความรู้จากมหาวิทยาลัยคงจะเป็นคนที่มีเหตุผลพอสมควร" พระหนุ่มชี้แจง
แล้วผู้เฒ่าผู้ไทคนนั้นพูดขึ้นว่า "ท่านอยากได้ทรัพย์สมบัติไหม โยมเห็นอยู่ที่ถ้ำนั้นเยอะแยะเลย"
พระหนุ่มแกล้งตอบว่า "อาตมาอยากได้สมบัติเหมือนกัน ที่อาตมามาเดินธุดงค์ครั้งนี้ก็หวังว่าจะได้สมบัติเอาไปไว้กินไว้ใช้"
ผู้เฒ่าจึงบอกว่า "ถ้าท่านอยากได้ โยมจะพาไปเอาสมบัติ ย่ามของท่านไม่พอใส่หรอก"
แล้วเขาก็เดินนำหน้าพาไป ท่านก็เดิน ตามไป ผู้เฒ่าคนนั้นก็หันกลับมาดู
แล้วพูดว่า "อ้าว! แล้วท่าน ไม่เอาอะไรไปใส่หรือ"
ผู้ออกธุดงค์จึงบอกว่า "ไม่หรอกโยม อาตมาไปดูเฉยๆ อาตมาไม่อยากได้สมบัติที่เป็นสิ่งของ"
แล้วเขาก็ถามขึ้นว่า "ท่านอยากได้สมบัติอะไร"

พระหนุ่มตอบว่า "นิพพานสมบัติ รู้จักไหมโยม อาตมาออกธุดงค์เพื่อหานิพพานสมบัติของพระพุทธองค์ สมบัตินี้ไม่หนัก สมบัติที่หนัก อาตมาไม่เอา โยมเก็บเอาไว้เองเถอะ"

ขณะที่เดินไปผู้เฒ่าบอกว่า "ผมปวดท้อง" แกก็เดินหลบไปหลังพุ่มไม้ และหายตัวไปทันที พระหนุ่มก็ไม่เคยเห็นผู้เฒ่านั้น
อีกเลยเมื่อเดินทางต่อไปจนถึงภูอธิษฐาน ซึ่งเป็นภูเขาลูกหนึ่ง ที่อยู่บนภูเขาภูพาน บริเวณยอดตรงกลาง มีหนองน้ำอยู่บนนั้น
มีความกว้างใหญ่ประมาณสัก ๔ ไร่ หนองน้ำนี้จะมีสัตว์หลากหลายชนิดมาดื่มกินน้ำที่หนองน้ำแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเวลา
ประมาณ ๔-๕ โมงเย็น พระหนุ่มเดินทางมาเจอหนองน้ำนี้โดยความบังเอิญ ขณะที่เดินอยู่ได้เห็นโยมผู้เฒ่าอายุประมาณ ๗๐ ปี กำลังฟันไม้อยู่ ท่านจึงเข้าไปถามว่า "โยมแถวนี้มีน้ำหรือไม่" โยมผู้เฒ่าคนนั้นก็ชี้ไปทางทิศเหนือ ท่านก็เลยเดินไปตามทางที่
โยมเขาชี้บอก พอได้น้ำแล้ว ขากลับขึ้นมา คิดว่าจะถามทางเดินกลับสักหน่อย แต่ไม่รู้โยมหายไปไหนเสียแล้ว และไม่เห็น
แม้แต่รอยตัดไม้ ท่านก็เลยขอบคุณเขาตรงนั้น แล้วออกเดินทางต่อไป ปรากฏว่าหลงติดอยู่ในเขาภูพาน เดินวนไปวนมาอยู่
๑๐ วัน จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้าอาตมามีบุญจะได้บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาต่อไป  ก็ขอให้เจอทางเดินทางออกจากที่ตรงนี้
เพื่อไปให้ถึงหลวงปู่มั่นด้วยเถิด" เมื่ออธิษฐานจิตจบแล้ว ก็เดินมาเจอทางใหม่ที่อยู่ใกล้กันนิดเดียว นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์
อย่างยิ่ง การเดินทางในป่านั้น จิตคิดไปเรื่องอื่นไม่ได้ เพียงแค่ได้น้ำดื่มแล้วดีใจก็ถูกลงโทษเสียแล้ว เมื่อเดินออกจากภูพาน
ไปได้ ๗ วัน พระหนุ่มจึงไปถึง วัดของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เพื่อพิสูจน์ว่า
หลวงปู่มั่นมีตัวตนจริงหรือไม่ จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนบ้าหรือเปล่า ซึ่งเมื่อได้เห็นภาพถ่ายหลวงปู่มั่นที่วัด ก็ทำให้พระหนุ่มปีติใจ
อย่างยิ่งเพราะเป็นรูปที่เหมือนหลวงปู่มั่น ที่มาสอนกรรมฐานให้ท่านในนิมิตนั่นเอง

ฝูงงูมาฟังธรรม

พอตกตอนกลางคืนพระหนุ่มเดินจงกรมอยู่ในป่าตั้งแต่ เวลา ๑๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. ก็นั่งสมาธิต่อ พอนั่งไปได้สัก ๑๐ นาที
รู้สึกเหมือนมีลมพัดมาที่มือประมาณ ๔-๕ ครั้ง ดั่งมีคนมาเป่าลม ใส่มืออย่างตั้งใจและเสียงดังมากขึ้น ท่านจึงลืมตาขึ้นมา
เพราะคิดว่ามีพระมาเรียก แต่ภาพที่ปรากฏนั้นคือ งูหลายตัวกำลังชูหัว ขึ้นเต็มไปหมดอยู่ข้างหน้า ลำตัวใหญ่ประมาณเท่า
กระป๋องนม ลักษณะลำตัวสีดำขลับยาวขนาดประมาณ ๑ วา พระหนุ่มรู้สึกตกใจเล็กน้อย แล้วพูดว่า "จะมาฟังธรรมหรือ" 
งูก็ส่ายหัวไปมาพระหนุ่มจึงพูดว่า "ขออภัยที่มานั่งขวางทางเดินพวกท่าน" งูจึงผงกหัวเป็นการตอบรับ พระหนุ่มจึงขยับออก
จากที่นั่งเดิมออกไป ประมาณ ๑ วา แล้วพูดกับเหล่าอสรพิษว่า "อาตมาขอนั่งอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน ขวางทางไหม" คราวนี้พวกมัน
ไม่ผงกหัว แต่มันคอยจ้องมองพระหนุ่มไม่ยอมขยับไปไหน พระหนุ่มจึงบอกว่า "เดี๋ยวอาตมาจะเทศน์ให้ฟัง" ว่าแล้วท่านก็พูด
ธรรมะให้ฝูงงูฟัง เทศน์ได้สัก ๑๐ นาที งูค่อยๆนอนราบกับพื้นดิน พระหนุ่มจึงพูดว่า "คนที่ชอบนอนฟังเทศน์ตายแล้ว ไปเกิด
เป็นงู ๕๐๐ ชาติ" พวกมันต่างก็พากันยกหัวขึ้นแต่ เพียงสักพักเดียวมันเอาหัวลงราบกับพื้นดินอีกเหมือนเดิมโดยปกติแล้ว
พอตกกลางคืนเมื่อเวลาเดินจงกรม พระหนุ่มจะจุดเทียนเล่มใหญ่ตั้งไว้ทางเดินจงกรมทั้งด้านหัวและท้าย ถ้าครั้งใดมีเทียนเล่ม
เดียวก็จุดเล่มเดียว ถ้าเทียนขนาดเท่ากับเทียนจำนำพรรษาก็สามารถทำให้ สว่างมองเห็นชัดเจนได้ พระหนุ่มคิดว่าคนที่ชอบ
นอนฟังธรรมและมักสะลึมสะลือเวลาฟังธรรม อดีตชาติคงเคยเป็นงูมาเกิดแน่นอน ขณะที่พระหนุ่มพูดธรรมะให้งูฟัง สังเกต
ว่างูหลับ ท่านจึงนั่งสมาธิเทศน์อีกสักพักหนึ่ง แล้วนั่งสมาธิต่อไปอีกประมาณ ๓ ชั่วโมง พอลืมตามาปรากฏว่างูหายไปไหนหมด
แล้ว ทำให้ท่านรู้สึกแปลกใจธรรมชาติของสัตว์ป่าบางครั้งเหมือนมันจะรู้เรื่อง บางครั้งเหมือนมันจะไม่รู้เรื่อง แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์ เพราะจะเอาอะไรแน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความรู้สึกสัญชาตญาณของมัน