เรื่องเล่าจากพระป่า 08.ตอน: อภิญญา ความตาย และ ธรรมะในป่า

ตอน: อภิญญา ความตาย และ ธรรมะในป่า

โดย กัณหาชาลี (วารสารกระแสใจ) 

แก้คำสาปเมืองลับแล

เมื่อหลวงปู่สอนวิชาช่วยคนลับแลแก้คำสาบคำสาบานแล้ว พระภิกษุหนุ่มก็ก้มลงกราบ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาหลวงปู่ก็หายตัวไปแล้ว พระภิกษุหนุ่มจึงต้องมานั่งคิดเรียงลำดับ ที่จะช่วยดวงจิตวิญญาณชาวลับแล และก็คิดว่าทำไมหลวงปู่จึงไม่ช่วยเอง
ทำไมต้องมาสอนเราให้ เราช่วย ทั้งๆ ที่เราก็ไมมีวิชา ไม่มีของดี ไมเก่ง ไม่รู้จักวิธีที่จะทำ...แต่ ในที่สุดจากการนั่งสมาธิวิปัสสะนึก คิดลำดับเหตุการณ์ที่หลวงปู่มาสอน พระภิกษุหนุ่มก็ลงมือเตรียมงาน ทำตามที่หลวงปู่สอนทุกอย่าง ซึ่ง ขณะนั้นดูเหมือนเวลาจะประมาณ ๑๗.๒๐ น. ขณะที่พระภิกษุหนุ่มนั่งสวดบริกรรมภาวนา ให้จิตสงบ แน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวตามแบบที่หลวงปู่
สอน และปรากฏว่าได้ผลตามหลวงปู่สอนทุกประการ การที่คนเราทำจิตใจใหบริสุทธิ์จริง ๆ ล้วนมีพลังอานุภาพได้สูงผลที่ได้คือ ขณะที่พระภิกษุหนุ่มกำลังเผาใบมะขามอยู่นั้น ได้กลิ่นเหมือนไฟไหม้ผิวหนังคนจริงๆ มีกลิ่นที่เหม็นสาบ และได้ยินเสียงร้องเหมือนเสียงคนที่เจ็บปวด ทรมานมาก และยังมีลมพัดแรงเป็นช่วง ๆ พระภิกษุหนุ่มก็ทำสมาธิไปจนสว่าง ในขณะที่ทำ
สมาธิอยู่นั้น ก็ปรากฏภาพนิมิตขึ้นมา มีคนจำนวนมากกระโดดข้ามเหว และเห็นคนกลุ่มนั้น มาขอบคุณที่ได้ช่วยเหลือพวกเขา ให้พ้นทุกข์ทรมานมานานนับเป็น ๑๐๐ ปี พอรุ่งเช้าพระภิกษุหนุ่ม ก็เก็บกลดออกเดินทางไปต่อ และจิตใจก็มุ่งมั่นว่าจะไปหาหลวงปู่แหวน เพื่อขอเรียนกรรมฐานกับ 
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ฝึกกรรมฐานกับหลวงปู่แหวน

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ -๒๙ ป่ายังมีความอุดมสมบูรณ์ดีอยู่เป็นบางช่วง ภูเขา ต้นไม้สูงใหญ่ ยังมีมากอยู่ ตลอดทั้งสัตว์ป่า
นานาชนิด เช่น งูใหญ่ เสือ ช้าง หมี แต่ภิกษุหนุ่มก็มีสติอยู่กับการเดินด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นไปตามป่าเขา และลำห้วยลำธาร
ซึ่งมีน้ำไหลตลอดทั้งปี และที่นั้น อากาศไม่ร้อนเพราะว่ามีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมอยู่แทบตลอดป่า ได้เห็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย
วิ่งสนุกสนานเริงร่ากันในยามเช้า เห็นหมู่ชะนี และลิงให้นมลูกกิน เห็นเนื้อทรายเดินออกหาอาหารเป็นฝูงใหญ่ เห็นการล่าสัตว์ ของสัตว์ด้วยกัน ว่ามันใช้วิธีการใดบ้าง การเดินทางไปในป่าของพระภิกษุหนุ่มนั้นมีเป้าหมายที่จะไป แต่หามีเส้นทางที่จะ
ไปไม่ การเดินจึงต้องอาศัยดวงดาว หรือถามคนที่พบเห็นที่อยู่ในป่า บางครั้งเดินทั้งวันหรือสองสามวัน ก็ไม่เห็นใครเลยก็มี บางทีก็เห็นชาวกระเหรี่ยง ชาวโม่ง พูดกันไม่รู้เรื่องแต่ก็รู้เรื่อง สาเหตุที่รู้เพราะเดามือ เดาปาก แทน แต่ก็เดินผิดทาง เพราะ
การเดาก็มีมากเหมือนกันเมื่อไปถึงดอยแม่ปั๋ง พระหนุ่มได้มีโอกาสเข้ากราบหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านก็เมตตาสอนกัมมัฏฐานให้ เป็นเวลาสามวันเต็มๆ ที่เรียนกัมมัฏฐาน ไม่ได้ออกไปไหน โดยอยู่ในกุฏิของท่าน และในที่สุดก็มาถึง สิ่งที่พระภิกษุหนุ่มต้องการรู้ต้องการเรียน นั่นก็คือวิชาเหาะขึ้นไปอยู่บนก้อนเมฆ หลวงปู๋ก็เมตตาสอนให้ว่า ให้ตั้งใจให้แน่วแน่มั่นคงเสียก่อน ก่อนที่จะเรียน ท่านให้นั่งภาวนาว่า วาโยๆๆๆ ไปเรื่อยๆพร้อมกับทำจิตให้ลอยขึ้น วิชานี้แสนยากทำทั้งวันทั้งคืนก็ไม่ได้ด้่งใจต้องการ หลวงปู่บอกว่า เฮ้ย (ทำ) ใจเย็นๆๆ ทำใจเบาๆๆ แล้วกำหนดจิตให้ลอยขึ้น พระภิกษุหนุ่มพยายามทำตามที่หลวงปู่
สอน ติดต่อกันเป็นเวลา ๕-๗ ชั่วโมง ก็รู้สึกว่าตัวเบาลอยขึ้นจากพื้นได้ประมาณ ๑ คืบจากหนึ่งคืบขึ้นมาเป็น ๑ ศอกจาก ๑ ศอกขึ้นมาเป็น ๑ เมตร โดยไม่คาดฝันมาก่อน ทำให้พระภิกษุหนุ่มดีใจ และงงกับสิ่งที่ตัวเองทำ และไม่เคยมีความเชื่อมาก่อนเลย ว่าจะเป็นไปได้ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่อยู่เหนือคำอธิบาย และเหนือเหตุผลที่คนธรรมดาจะอธิบายได้
หลวงปู่ก็สั่งอีกว่า ถ้าอยากทำได้ดีขึ้น สูงดังใจต้องการ ต้องฝึกทำบ่อยๆๆ กำหนดจิตให้มั่นคง ในสิ่งที่่ทำ และไม่ต้องเอาไปโอ้อวดใครเขา ฝึกให้ดีๆๆ คุณมีวาสนาที่จะสืบทอดศาสนา สร้างวัดวา พระภิกษุหนุ่มก็น้อมรับคำสอนของหลวงปู่ พระภิกษุหนุ่ม เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้วิชาจากหลวงปู่แล้ว เป็นเวลา ๑๕ วัน ก็ได้กราบลาหลวงปู่เพื่อธุดงค์ต่อไป หลวงปู่ก็สั่งอีกว่า วิชาที่ได้ไปนั้นมีน้อยคนนักนะ ลูกหลานที่จะเรียนหลวงปู่มาอยู่นี้ มีพระมาขอเรียนด้วยเป็นร้อย แต่ก็ยังไม่มีใครทำได้ นับว่าคุณมีบุญทางนี้ดี รักษาให้ดีนะ ในระยะเวลาที่พระภิกษุหนุ่มมาขอฝึกวิชากับหลวงปู่ ๑๕ วันติดกันนั้น พระภิกษุหนุ่มไม่ได้ฉันภัตตาหารเลยทั้ง ๑๕ วัน เพราะอยากจะได้ อยากจะรู้ว่า วิชานี้มีจริงหรือไม่ เพราะเคยได้ยินแต่คนเขาเล่าฤๅกันจึงอยากพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่หลวงปู่พูดสอนทิ้งท้ายให้ฟังว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้จริงทุกยุคทุกสมัย ไม่ต้องลังเลสงสัยเลย แต่ต้องทำจริงๆ  อย่าเห็นแก่กิน อย่าเห็นแก่นอน อย่าขี้เกียจ ให้หมั่นขยันฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเห็นผล จะไวหรือช้าเท่านั้นเอง และให้ละความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเห็นแก่ตัวออกไปเสีย แล้วจะได้คุณธรรมดีๆ  คนจะเป็นใหญ่เป็นโตอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่มีคุณธรรมก็ไม่มีความสุข ไม่มีความภาคภูมิใจ ให้ทำดีสร้างกุศลผลบุญไว้ให้เดินทางดีๆเด้อหลานเด้อเมื่อกราบลาหลวงปู่แหวนแล้ว พระภิกษุหนุ่มก็เดินทางมุ่งหน้าไปทางเชียงดาว ในขณะเดินทางพระภิกษุหนุ่มก็นึกถึงคำสั่งสอนของหลวงปู่ดังก้องอยู่ในใจ เดินไปจนเกือบจะชนกับช้างป่า ๓, ๔ เชือกถึงตั้งสติได้ก็ค่อยๆ เดินหลีกไป ในเส้นทางที่เดินก็เดินไปตามธารน้ำบ้าง เดินตามทางวัวควายหากินบ้าง มุ่งหน้าไปที่ถ้ำตับเต่า สาเหตุที่จะไปถ้ำตับเต่า ก็เจอพระธุดงค์บ้าง และได้ยินพระท่านสนทนากันว่ามี
พระอรหันต์มาจำพรรษา มาสอนธรรมะ พระภิกษุหนุ่มก็ได้ถามพระธุดงค์ว่าถ้ำอยู่ที่ไหน ก็ได้ทราบตามความต้องการ

ผจญกับความตายที่ถ้ำตับเต่า

การเดินทางไปยังถ้ำตับเต่าในปี พ.ศ. ๒๕๒๙-๓๐ ยังลำบากอยู่มาก คนส่วนมากที่อาศัยอยู่ตามป่าส่วนมากจะเป็นชาวโม่ง
ชาวกระเหรี่ยง มูเซอ ชนเหล่านี้จะบูชาผีป่าผีบรรพบุรุษเป็นหลัก แต่ก็มีการทำบุญกันบ้าง พระที่เดินธุดงค์ผ่านทางนี้ต้องเสี่ยงอันตราย และมักจะเป็นไข้ป่า เป็นไข้มาลาเรียตาย แต่พระภิกษุหนุ่มมิได้หวาดกลัวแต่ประการใด ยังอยากจะฟังธรรมจาก
พระอรหันต์ ฟังเทศน์สั่งสอน มิได้ต้องการอย่างอื่น

พระภิกษุหนุ่มเดินเข้าเขตป่าชัยปราการ (ในปัจจุบัน) ด้วยความต้องการให้ไปถึงเร็วๆ  จึงเดินลัดตัดภูเขาในช่วงเวลาพลบค่ำ บริเวณเชิงเขานั้น พระภิกษุหนุ่มรู้สึกที่หลังเท้าด้านซ้ายเย็นเหมือนมีน้ำเปียก จึงเอามือไปแตะขึ้นมาดู เห็นเป็นเลือดไหลออกมานิดๆ  พระภิกษุหนุ่มจึงหยุด แล้วนั่งลงดูให้ชัด ขณะที่พระภิกษุหนุ่มกำลังนั่งลง รู้สึกขาซ้ายชา หัวใจหวิว ตามองเห็น สิ่งหนึ่งที่เคลื่อนตัวไปช้า ๆ พระภิกษุหนุ่มมองเห็นเลาๆ ว่านั่นคือ งูใหญ่ ตัวเท่ากับลำตัวพระภิกษุหนุ่ม พระภิกษุหนุ่มสงสัยว่า จะเดินไปเหยียบมันเข้า มันก็เลยโดนสลัดเคี้ยวใส่ แต่ไม่ใช่หลังเท้าอย่างที่คิดตอนแรก แต่กลายเป็นหลังนิ้วกลางเท้า เมื่อพระภิกษุหนุ่มมีอาการหัวใจหวิว แล้วสักพักหนึ่งก็รู้สึกว่า ตาลายง่วงนอนมาก พระภิกษุหนุ่มเริ่มลืมตาไม่ขึ้น ช่วงระยะเวลาแค่ห้านาที และพระภิกษุหนุ่มก็ไม่รู้อะไรอีกเลย แต่พอรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งลืมตาขึ้นมา เห็นตัวเองนอนอยู่บนไม้กระดานแผ่นหนึ่ง และมีใบไม้คลุมตัว ขา แล้วหูได้ยินเสียงโครกโครก สักพักจึงเห็นโยมผู้ชาย เป็นผู้เฒ่ายิ้มให้ อวดโชว์ฟันดำ อายุ อานามคงประมาณ ๖๑-๗๐ ปี ถือกระบอกไม้ใฝ่เข้ามาหาแล้วประคอง ตัวพระภิกษุหนุ่มขึ้น เพื่อให้ดื่มน้ำในกระบอก พระภิกษุหนุ่มก็ยอมทำตาม แต่โดยดี ไม่ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย เพราะขณะนั้นพระภิกษุหนุ่มไม่สามารถขยับขาตัวเองได้ เหมือนไม่มีความรู้สึกใด เพราะมีอาการชาไปทั้งตัว แต่พอดื่มน้ำเข้าไปแล้ว ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองมีลมหายใจอยู่ น้ำที่ดื่มนั้น รสขมปี๋เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆสองสามคน อายุประมาณ ๑๒ ถึง ๑๕ ปี เฝ้ามองดูอยู่ตรงนั้น พระภิกษุหนุ่มคิดว่า น้ำนี้คงเป็นยาสมุนไพรของชาวอีก้อ หรือ มูเซอแน่นอน

พอดื่มยาไปสักพักหนึ่ง รู้สึกว่ามึนศีรษะอย่างมาก เหมือนศีรษะตัวเองหมุนได้ มีอาการปวดเส้นเอนไปทั้งตัว แล้วก็หมดแรงอาเจียนออกมาเป็นน้ำลายเหนียว แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอะไรอีกเลย รู้อย่างเดียวว่า ตัวเองใกล้จะตายแล้วจึงตั้งจิตถึงงูใหญ่ ที่ตัวเองไม่ระวังตัว ไปเหยียบเข้า ก็โน้มจิต ขออโหสิกรรม ปรากฏว่าเห็นภาพงูเลื้อยขึ้นบ้าน มาหาตนเอง แล้วเข้ามามองพระภิกษุหนุ่มใกล้ๆ  พร้อมกับเป่าลมลงใส่ตัวพระภิกษุหนุ่มแล้วสูบลม กลับไปเข้าในตัว แล้วค่อยๆ เลื้อยหายเข้าไปในป่า พระภิกษุหนุ่มจึงรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาเห็นโยมผู้เฒ่าชรายิ้มฟันดำ กับอีกทั้งโยมสามคน ผมยาวฟันดำทุกคน นั่งสวดมนต์คาถา ช่วยพระภิกษุหนุ่มที่นอนไม่ได้สติอยู่  แม้ไม่รู้จักกัน แต่พวกเขาก็มีน้ำใจช่วยดูแลรักษาทุกวิถีทางที่จะทำได้ และยังตามหาหมองู มาช่วยรักษาอีกแรงหนึ่ง

พระภิกษุหนุ่มนอนแน่นิ่ง ฟังผู้เฒ่าชราสนทนากันก็พอจะเดาได้บ้างว่า ถ้าเป็นงูใหญ่แมวเซา คงจะหายยาก คงจะไม่รอด เพราะนอนหลับไปหลายวันแล้ว จึงได้ไปตามคนมาช่วย  (น่าจะเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญรักษาคนที่ถูกงูกัดนั้นแหละ  แต่ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็คงจะไม่ตามมา)  เพราะผู้เฒ่าชราผู้นั้น รับเอาดอกไม้มาจากผู้เฒ่าทั้งสองคนมาอีกทีหนึ่ง ผู้เฒ่าทั้งสองส่ายหน้าแล้ว พูดขึ้นว่า “โบ.ลก.เล่ ๆ” ซึ่งแปลว่าตายแล้วๆ และผู้เฒ่าชราก็เอาดอกไม้ ที่แกกำอยู่มาใส่ในมือพระภิกษุหนุ่ม เหมือนแกจะบอกว่า ให้อธิษฐาน พระภิกษุหนุ่มที่สลึมสลืออยู่ ก็อธิษฐานอีกว่า ถ้าอาตมายังมีบุญอยู่ที่จะช่วยบำรุงพระพุทธศาสนา ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ได้อโหสิกรรมให้แก่อาตมา ให้ได้ทำหน้าที่บำรุงพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมด้วยเถิด และให้มีร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม

พอจบคำอธิษฐานก็รู้สึกคลื่นไส้ และก็อาเจียนออกมาอย่างมากมี น้ำสีเขียวออกมาด้วย เห็นผู้เฒ่าชราร้องขึ้นว่า “โว้. เว้. โว้. เว้.” คงจะแปล ว่าหายแล้ว อัศจรรย์ๆ อะไรทำนองนั้น เวลาประมาณ ๖ โมงเย็นแล้ว ก็มีแรงลุกขึ้นได้  สักพักหนึ่งเห็นโยมผู้หญิงยกผักต้มผสมกับข้าวเข้ามา ให้ผู้เฒ่าชรา ผู้เฒ่าชราก็รับมา แล้วบอกพระภิกษุหนุ่มให้อ้าปากรับประทานน้ำผักต้ม ซึ่งมีรสเปรี้ยวมากๆ  พระภิกษุหนุ่มก็ดื่มลงไปในท้อง สักพักหนึ่ง ก็มวนท้องขึ้นมา แล้วอาเจียนออกอีก ผู้เฒ่าชราก็ให้ดื่มน้ำนั้นอีก แล้วก็อาเจียนอีก คราวนี้ผู้เฒ่าชราก็เอาข้าวสารผสมลงไปในน้ำ ให้ดื่มอีกครั้งหนึ่ง เมื่อดื่มลงไปถึงลำคอก็อาเจียนอีก แล้วผู้เฒ่าชราก็เอาไม้โคก (ต่ำ) แล้วบีบเอาน้ำมาให้ดื่มอีก แล้วก็เอาน้ำดื่มที่ติดกระบอกไม้มา ให้ดื่มจนหมดดูเหมือนว่า พระภิกษุหนุ่มจะดื่มน้ำไปประมาณสัก ๕-๖ ลิตรได้

 ระยะนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ  พระภิกษุหนุ่มก็รู้สึกปวดท้องปัสสาวะ  ก็เลยพยายามพยุงกายลุกขึ้น แล้วคลานไปปัสสาวะในที่ใกล้ๆ นิดหนึ่ง และตาก็มองไปเห็นผู้คนมานั่งเฝ้าเต็มบริเวณนั้น นี้แหละท่านสาธุชนทั้งหลาย ชีวิตคนเราเมื่อประมาทก็พลาดถึงแก่ชีวิต ฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ก็เป็นความจริงเหมือนอย่างที่พระภิกษุหนุ่มได้ประสบพบมากับชีวิตจริงของตัวเอง เพราะการเดินไม่ระวัง เหมือนคุณโยมขับรถ แล้วคุยโทรศัพท์เพลิน ก็ไปถึงแก่ความตายเหมือนกัน ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดของชีวิต

แต่ที่สำคัญที่สุด คือผู้เฒ่าชราที่มีน้ำใจไมตรี และผู้คนทั้งหมดที่ช่วยเหลือพระภิกษุหนุ่มให้มีชีวิตรอดมาได้นั้น เหมือนเป็นหนี้ติดกันอยู่ก็ว่าได้  แต่ถ้าไม่ได้ผู้เฒ่าชราที่มีน้ำใจดี  ถึงแม้จะเป็นชาวเขาชาวป่าพูดกันคนละภาษาก็ตาม ยังมีความเมตตาเอื้ออาทรกันจนถึงที่สุด โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และไม่รู้ว่าพระภิกษุหนุ่มท่านนั้นเป็นใคร แต่ก็พยายามช่วยเหลือทุกวิถีทาง และผู้เขียนย่อมรับว่าผู้เฒ่าชรา เป็นหมอที่มีจรรยาบรรณอย่างสูงส่ง และมีจิตวิญญาณที่สูงส่ง กว่าหมอที่อยู่ในเมืองบางคนเสียอีก  ก่อนที่พระภิกษุหนุ่มจะลาจากพวกท่านเหล่านั้นมา ได้สวดมนต์นั่งสมาธิให้ แผ่เมตตาให้ท่านเหล่านั้น และลูกหลานอยู่เป็นประจำ บางครั้งท่านมีโอกาส ก็จะนำสิ่งของไปแจกให้คนที่อยู่ในแถบนั้น และที่ทุรกันดารที่ทางราชการเข้าไปไม่ถึงอยู่เสมอ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูของท่านพระภิกษุหนุ่ม

นอกจากนั้นผู้เฒ่าชรายังให้ยาวิเศษแก่พระภิกษุหนุ่มด้วย เพื่อไว้รักษาผู้ที่ถูกงูพิษกัด และยังให้ชายหนุ่มฉกรรจ์เดินทางไปส่งถึงเขตเชียงดาว และใกล้กับถ้ำตับเต่าอันเป็นที่หมาย โดยปกติแล้วผู้ที่ถูกงูกัดอยู่ ในแถบนี้มักจะไม่รอด พระภิกษุที่เดินธุดงค์มาแถบนี้มักจะตายด้วยงู หรือก็เป็นไข้มาลาเรียตาย เมื่อส่งเสร็จแล้ว พระภิกษุหนุ่มก็ไม่มีอะไรให้ นอกจากพรอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า แล้วก็แยกทางกันไป พระภิกษุหนุ่ม ผู้พักฟื้นไข้ใหม่ๆ ก็เดินมาเรื่อยๆ ช้าบ้าง เร็วบ้างตามกำลังที่เหลืออยู่ในขณะนั้น พอได้เวลา ๖ โมงเย็น ก็หาที่ปักกลด สวดมนต์ภาวนา จนสว่างถึงเดินทางต่อ บางวันก็บิณฑบาตในป่า บางวันก็บิณฑบาตกับต้นไม้ ร่างกายก็เริ่มแข็งแรงขึ้นเป็นปกติในสามวัน จึงได้บำเพ็ญภาวนามากขึ้น บางวันก็นั่งสมาธิจนสว่าง แล้วก็ออกบิณฑบาตตามปกติ

วันหนึ่งท้องฟ้ามืดครึ้ม ขณะที่พระภิกษุหนุ่มกำลังบิณฑบาต จู่ ๆ ก็มีงูใหญ่เลื่อยผ่านหน้าไปอย่างช้าๆ ขณะที่เลื้อยไปก็หันกลับมามองพระภิกษุหนุ่มด้วย พระภิกษุหนุ่มก็ยืนแผ่เมตตาให้ จนงูใหญ่หายลับไปกับตา ดูเหมือนว่าเขาจะมาขอโทษที่ได้ทำให้บาดเจ็บ คิดจะมาช่วยเหลือ เพื่อไถ่บาปก่อนจากไป งูใหญ่ได้ชูหัวขึ้นสูง แล้วผงกหัวสองสามครั้ง เหมือนการขอโทษและบอกลาไป

พระภิกษุหนุ่มก็เดินบิณฑบาตต่อไป สักพักก็มีโยมมาใส่อาหารสามคน เป็นชายหนึ่งคน เป็นหญิงสองคน อายุประมาณ
๔๐-๕๐ ปี แต่พอมาเปิดบาตรออกจะฉันข้าว กลิ่นหอมอบอวลไม่มีอะไรจะหอมเหมือนข้าวนั้น ก็โชยออกมาอบอวล
พระภิกษุหนุ่มก็นั่งพิจารณาอยู่สักพักหนึ่ง ก็อธิษฐานจิต ขอให้ข้าวนี้เป็นยารักษาร่างกายให้เข้มแข็ง แล้วจึงลงมือฉัน

ฟังธรรมกับพระอรหันต์ในป่า

ในที่สุดพระภิกษุหนุ่มก็เดินทางมาถึงถ้ำตับเต่าสมใจปารถนาของท่าน และก็ได้ฟังธรรมคำสอนจากพระเถระผู้เฒ่าหลายรูป ที่พระธุดงค์ทั้งหลายต่างต้องการจะฟังธรรมด้วย และก็เรียกกันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์มาโปรดพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีทั้งพระชาวไทย ชาวพม่า ชาวกระเหรี่ยงมาฟังธรรมกับท่านเป็นจำนวนมากในขณะนั้น ว่ากันว่า ท่านเก่งมากในการปฏิบัติ และรู้อารมณ์พระภิกษุที่มาฟังธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน ท่านก็สามารถรู้ได้ เพราะท่านได้ อภิญญาสมาบัติ ๘  พูดภาษาอะไรก็ได้ ท่านจะมาสอนธรรมอยู่ในถ้ำตับเต่าและนอกถ้ำ เวลาปฏิบัติธรรมปกติของพระภิกษุที่ถือธุดงค์วัตร จะปฏิบัติ ๕ โมงเย็นถึงตี๑-๒ พระทั้งหลายจะมารวมตัวกันฟังธรรม ซึ่งพระภิกษุที่มาแสดงธรรม เมื่อถึงเวลาแล้ว ท่านก็มาแสดงธรรมเป็นปกติ วันนั้นพระภิกษุหนุ่มก็รอคอย และแล้วก็เห็นพระภิกษุรูปร่างขาว สูงใหญ่เดินเข้าไปยังก้อนหินสูงประมาณเมตรกว่าๆ  แล้วท่านก็ขึ้นไปนั่งบนก้อนหินนั้น โดยที่มีผ้านิสีทะนะปูลาดไว้แล้ว สักพักหนึ่งท่านก็กล่าวขึ้นว่า

“ได้ชีวิตใหม่แล้วก็พยายามรักษาไว้ เพื่อทำหน้าทีให้ดีนะ เพราะอัตภาพที่ได้มานั้นยาก แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการรักษาอัตภาพไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์  ส่วนร่างกายที่จะดับไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดา มันมีโอกาสแตกดับไปได้ทุกเวลา ฉะนั้นการรักษากาย รักษาจิตอันบริสุทธ์นั้น ยากยิ่งกว่าการได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องคอยระมัดระวังกาย อย่าให้มันคึกคะนองออกนอกทาง จิตก็ต้องระวังให้มากๆ อย่าให้ไปติดบ่วง ถ้าจิตติดบ่วงเมื่อไรแล้วทุกข์ก็เกิด เมื่อทุกข์แล้วความยุ่งยากก็ตามมา ภาระมันจะมาก จิตก็จะเบื่อทางธรรม แล้วถลำกลับไปอยู่ในโลกิยธรรมทั้งแปดประการ จะเลือกว่าแปดไม่ได้ ต้องเลือกว่าร้อยแปดจึงจะเหมาะกว่า แล้วภพภูมิที่ได้มาก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนเรานอนฝัน จะทำอะไรก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม จริงอยู่ ที่ทุกอย่างตกอยู่กับกาลเวลา ที่กลืนกิน ทุกอย่างแม้แต่ตัวของมันเอง การอยู่ที่เหนือกาลเวลา คือไม่ประมาท ไม่ทิ้งสติสัมปชัญญะอันเป็นหลักชัยของพระอรหันต์

เพราะพระอรหันต์ เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตลอดเวลา จิตตัดแล้วซึ่งโคตรภูญาณ ขาดความเป็นมนุษย์ปุถุชนแล้ว การกระทำทุกอย่างเป็นเพียงกิริยาอาการเท่านั้น ไม่มีกรรมเข้ามา เพราะการกระทำ อยู่เหนือดี เหนือชั่ว บริสุทธิ์และไม่มีผิดศีลธรรม อันเป็นบ่อเกิดของความอยู่เย็นเป็นธรรม ไม่ไหลไปตามกระแส แต่จะเป็นไปตามกระแสแห่งจิตที่บริสุทธิ์ละเอียด ลุ่มลึก โดยปราศจากเงื่อนไข มีแต่เมตตา ต่อมนุษย์โลก ที่ตกอยู่ในวัฏฏะสงสาร การเวียนวนอยู่กับที่เดิม ไปไหนไม่พ้น เพราะยังกลับวนมาที่เก่าอยู่ทุกภพทุกชาติ และก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในทางที่พ้นทุกข์ พ้นโทษจากสังสารวัฏ ที่แท้จริงตามความต้องการของมนุษย์ ที่ยังยึดติดในความดีความชั่ว ความสุข ยังเห็นแก่ตัวตนมากอยู่ ทำดีแล้วยังหวังสิ่งตอบแทนมาก พอไม่ได้ก็สร้างความวุ่นว่าย สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ให้แก่ชีวิตอื่นต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน ทำเพื่อเอาชนะเท่านั้น ทำเพื่อให้ได้มาแล้วก็พอใจเท่านั้น นี้คือการกระทำของปุถุชนคนที่ยังโง่อยู่ พระอริยะเจ้าทำแล้วก็แล้วไปไม่ไปยึดติด แต่ทำแล้วให้เกิดประโยชน์ดับทุกข์ให้ได้ ความสุขบริสุทธิก็จะบังเกิดขึ้นความหลุดพ้นก็จะตามมา ความเป็นอิสระก็จะมีพลังอันมหาศาล เพราะไม่ไปติดกับอะไร ไม่มีอะไรมาปิดกั้น มาขวางกั้นได้เลย จิตที่พ้นทุกข์ก็สูงขึ้นไม่มีประมาณ นั้นแหละ คือจิตของพระอริยะเจ้า"