เรื่องเล่าจากพระป่า 09.ตอน: พระผู้เฒ่าพระอรหันต์

ตอน: พระผู้เฒ่าพระอรหันต์

โดย กัณหาชาลี (วารสารกระแสใจ) 

ณ.ถ้ำตับเต่าเวลา ๐๓.๐๐น.

ขณะที่พระภิกษุหนุ่มกำลังเดินจงกรมอย่างมีสติตามรู้เท่าทันอยู่นั้น ก็พลันเห็นพระเถระหลายรูปกำลังทยอยเดินทางออกไปอย่างสงบสำรวม มุ่งหน้าไปยังถ้ำนอก หรือเรียกอีกชื่อว่า ถ้ำพระ พระภิกษุรูปหนึ่งเอ่ยปากชวนพระภิกษุหนุ่มให้ไปฟังธรรมด้วยกัน ท่านจึงเดินตามพระภิกษุรูปนั้นไป เมื่อไปถึงถ้ำนอก ท่ามกลางหมู่สงฆ์และผู้ฟังธรรมมากมายนั้น พระมหาเถระรูปหนึ่งนั่งอยู่บนก้อนหินที่สูงกว่าพระรูปอื่นๆ  กำลังแสดงธรรมท่ามกลางพระภิกษุประมาณ ๘๐-๙๐ รูป ที่นั่งฟังธรรมด้วยความเคารพอย่างสงบ มีแต่เสียงของพระมหาเถระผู้แสดงธรรมเท่านั้น ที่ดังได้ยินก้องกังวานไปทั่วภายในถ้ำ ธรรมะที่ท่านแสดงนั้นช่างลึกซึ้งจับใจ เนื้อความกล่าวถึง จิตล้วนๆ ว่า

“การกำหนดให้รู้เท่าทันจิตที่นึกคิด ให้มีสติเข้าไปรู้ เข้าไปดู ให้เห็นสิ่งที่ปรากฏขึ้น ในปัจจุบันจิต ว่ามันมีการเกิด การตั้งอยู่และ การดับไปอย่างไร ทางไหน จิตนั้นเกิดดับไปในทางที่เป็นกุศลหรืออกุศล เป็นบาปหรือเป็นบุญ และมีเท่าไรต้องรู้ต้องเห็นให้ละเอียดอย่าขาดสติ และอย่าส่งจิตออกนอก และอย่าเอาสิ่งอื่นเข้ามาแทรก ภาวะจิตที่เป็นกุศลเรียกว่ากุศลจิต ภาวะจิตที่เป็นอกุศลก็เรียกว่าอกุศลจิต ผลจากการกระทำที่เกิดขึ้น จากการกำหนดให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ที่เราได้รับเรียกว่า วิบากจิต ผลของการเกิดขึ้น และผลของการการดับลงของจิตเรียกว่า วิบาก และภาวะจิตที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใด ๆ นั้นคือ จิตของผู้มีธรรมมีมหาสติ คือ การเห็นสภาวะทางกาย เห็นสภาวะจิต เห็นสภาวะธรรมะ และเห็นการเกิดดับในขณะปัจจุบันทันที พร้อมกับการเห็นวัฏฏะแห่งจิต อันเป็นกิเลส กรรม วิบาก อย่างต่อเนื่องทุกขณะ ๆ”

เมื่อฟังธรรมจบลงแล้ว ก็มีพระรูปหนึ่งไม่ทราบว่าท่านมาจากไหน อายุท่านประมาณสัก ๙๐ หรือ ๑๐๐ กว่า ปรากฏกายขึ้น
ณ ผนังถ้ำ กล่าวคำว่าสาธุๆ ๆๆ เสียงดังก้องไปทั้งถ้ำ พระภิกษุทุกรูปก็มองไปยังท่านทั้งหมด และพระมหาเถระที่แสดงธรรม
ไปแล้วนั้น ก็ลงมาจากก้อนหินที่นั่งแสดงธรรมะ แล้วเดินตรงไปยังพระมหาเถระผู้เฒ่ารูปนั้น นั่งลง แล้วก้มกราบอย่างอ่อนน้อมต่อพระผู้เฒ่าอย่างมาก และพระทุกรูปเห็นเช่นนั้นก็กราบตามกัน พระผู้เฒ่าก็กล่าวว่า “ วันนี้แสดงธรรมได้แจ่มแจ้งชัดเจน
เป็นธรรมชั้นเยี่ยม” และท่านก็เดินออกมานอกปากถ้ำแล้วกล่าวว่า “ผมลาละทุกๆ รูป” แล้วท่านก็เดินหายไปในถ้ำทันที ต่อหน้าต่อตาพระภิกษุจำนวนมาก ซึ่งพระภิกษุหนุ่มก็ไม่ทราบว่า ท่านมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร ถามพระรูปใดก็ไม่ได้คำตอบเช่นกัน การปรากฏกายของพระผู้ฒ่าช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ทุกคนจึงพาเรียกกันว่าท่านว่า หลวงปู่เฒ่าอรหันต์ พระภิกษุหนุ่มก็ไม่ติดใจอะไรในสิ่งที่เกิดขึ้น มุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง พลางนึกอธิษฐานในใจว่า ถ้าหลวงปู่ผู้เฒ่าเป็นพระอรหันต์ ได้อภิญญาสมาบัติจริง ลูกขอให้หลวงปู่เฒ่าอรหันต์มาสอนลูกด้วยเถิด แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมต่อไป การปฏิบัติของพระหนุ่มนั้น มีการนั่งสมาธิ เดินจงกรม กำหนดสติตลอดทั้งวันทั้งคืน ปฏิบัติอยู่ที่ถ้ำตับเต่าเป็นเวลา ๒ เดือนกว่าๆ  จิตก็ยังไม่ละเอียดเท่าที่พระภิกษุหนุ่มต้องการ ก่อนจะออกจากถ้ำสามวันขณะที่นั่งสมาธิอยู่เวลาประมาณ ๑๘.๓๐ น .พระหนุ่มได้ยินเสียงพระผู้เฒ่านั้นพูดดังฟังชัดว่า 

“การปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่าอยากให้มันเป็นไปตามใจที่ท่านต้องการ มันก็เป็นธรรมของท่าน ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า ท่านจะปฏิบัติเพื่อให้เห็นธรรมของท่าน หรือเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า”  

พระภิกษุหนุ่มก็ประนมมือขึ้นแล้วตอบว่า “ผมอยากได้ อยากเห็น อยากรู้ธรรมตามพระพุทธเจ้าเพื่อให้ดับทุกข์ และได้พระนิพพานขอรับกระผม” หลวงผู้เฒ่าแนะนำต่อว่า 

“ท่านต้องทิ้งความรู้ของท่านเสีย ทั้งความรู้ ความคิด ความต้องการของท่านที่มีอยู่ เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ทาง ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธองค์
เพราะธรรมะของพระพุทธองค์แท้ ๆ  ไม่มีอะไร เป็นแต่ธาตุแท้ตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงได้ มันเป็นเช่นนั้นเอง ( ต ถ ตา) ในอนัตตาเป็นสายโซต่อกันไปตลอดเรื่อย ๆในแบบวัฏฏะธรรม เป็น ปริวัติสาม เป็นปฎิจจสมุปบาท สิบสอง วนอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งสุขทั้งทุกข์นะลูกนะ วางจิตไว้ให้พอดีแล้วลูกก็จะได้ผลทันทีเพราะลูกมีความพร้อมแห่งธรรมเหล่านี้อยู่แล้ว วันนี้เอาเท่านี้ก่อนนะลูกนะปู่ลาล่ะ” 

แล้วท่านก็ลุกขึ้นหายไปทันที พระภิกษุหนุ่มก็ก้มลงกราบอยู่ตรงนั้น

รุ่งเช้าวันใหม่พระภิกษุหนุ่มกำลังเดินจงกรมอยู่หน้าถ้ำเวลาประมาณ ๐๖.๐๐น.กว่า หลวงปู่ผู้เฒ่าก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า
พระภิกษุหนุ่ม แล้วพูดขึ้นว่า “ยินดีด้วยที่ท่านวางใจวางจิตเป็นอุเบกขารมย์ได้เมื่อคืนนี้ ให้ลูกทำอย่างนี้ต่อไป” แล้วท่านก็เดินเข้าไปในถ้ำ

เมื่อได้เวลาการเดินธุดงค์ต่อ พระภิกษุหนุ่มก็เก็บบริขาร ลาครูบาอาจารย์ที่ดูแลอยู่ที่นั้น แล้วเดินทางต่อไปตามป่าตามเขาลำธาร และย้อนกลับเข้ามายังห้วยขาแข้ง ลัดเลาะตามป่าเขา รอนแรมมาตามตะเข็บชายแดน ตามลำแม่น้ำโขง ได้ชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามไร้การปรุงแต่งจากน้ำมือมนุษย์ทำให้จิตใจผ่อนคลาย แม้ร่างกายจะตรากตรำมิได้หยุดหย่อนก็ตาม
พระภิกษุหนุ่มมุ่งหน้าสู่ภูพานอันเป็นเป้าหมายหลัก ต่อไปยังถ้ำขาม และไปจังหวัดเลย ที่ถ้ำผาผึ้งอันเป็นที่สงบสงัดเหมาะแก่การปฏิบัติอย่างมาก ซึ่งอยู่ในเขตด้านซ้ายอำเภอปากชม อำเภอนาแห้ว นับเป็นเวลาห้าถึงหกเดือน ก็กลับถึงจังหวัดร้อยเอ็ด และได้รีบรุดไปกราบ หลวงปู่พิมพา โกวิโท ครูบาอาจารย์ของพระภิกษุหนุ่มรูปแรก

หลวงปู่พิมพาท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านได้ช่วยเหลือประชาชนในการหาแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ เพราะภาคอีสานในยุคนั้นถือว่าแห้งแล้งสุดๆ ในฤดูแล้ง ประชาชนไม่มีน้ำจะดื่มกิน ไม่มีน้ำจะใช้ ต้องทำทุกวิถีทาง พระภิกษุก็เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ต้องออกมาช่วยประชาชนหาแหล่งน้ำในยามค่ำคืน พระภิกษุหนุ่มก็ได้ถูกหลวงปู่พิมพา เรียกให้ไปด้วย และท่านก็สอนวิธีหาแหล่งน้ำว่าต้องทำอย่างไร  ซึ่งพระภิกษุหนุ่มก็ไม่เคยรู้วิชานี้มาก่อน ก็ได้ใช้วิชากรรมฐานช่วยหลวงปู่อีกแรงหนึ่ง และมีญาติโยมติดตามหลวงปู่ไปด้วยทั้งหญิงทั้งชายก็ประมาณ ๓๐-๔๐ คน ต่างพาเดินไปในทุ่งนาของชาวบ้าน พื้นดินแห้งแตกละแหงไปหมดทั้งพื้นนา มองหาความชุ่มชื้นไม่เจอเลย

หลวงปู่เดินไปก็ชี้ลงไปในดิน โยมผู้ชายก็เอาไม้มาตอกลงในดินทำเครื่องหมายไว้ แล้วหาใบไม้หรือพลาสติกมาวางลงไว้ตรงที่หลวงปู่ชี้ให้ ตอนเช้าก็ออกสำรวจดูว่าจุดไหนมีน้ำมากที่สุด ญาติโยมก็ออกสำรวจตามจุดต่างๆ สำหรับหลวงปู่กลับเดินไปอีกที่หนึ่งที่ไม่ได้สำรวจไว้ก่อน ระยะทางไกลออกไปประมาณ ๕๐๐ เมตร แล้วเรียกโยมให้มาขุดน้ำตรงจุดนี้ ประชาชนชาวบ้านก็เริ่มขุดบ่อน้ำ ใช้เวลาขุดประมาณ ๕ วันลึกลงไปได้ ๑๒ เมตรก็พบน้ำพุ่งออกมาอย่างมาก สามารถช่วยให้ประชาชนทั้งหมู่บ้านเมืองบัวมีน้ำใช้อยู่ ๕ ปีกว่า ขณะที่ตั้งเพิงอยู่ขุดบ่อน้ำนั้น ก็มีญาติโยมลูกศิษย์ นั่งอยู่ด้วยกันประมาณ ๙-๑๐ กว่าคนและมีพระสงฆ์ นั่งอยู่ในที่นั้นด้วยประมาณ ๕ รูป

หลวงปู่พิมพาพูดขึ้นว่า “ตรงจุดนี้มีน้ำมันมากต่อไปทุ่งกุลาร้องไห้ก็จะไม่ร้องไห้อีกแล้ว ประชาชนก็ได้รับน้ำฝนจากฟ้าอย่างมากตลอดปี การปลูกข้าวก็จะเปลี่ยนเป็นยางพารา เป็นไร่นาสวนผสม จะมีการขุดเจาะบ่อน้ำมันมากขึ้น มีก๊าซธรรมชาติมากเพราะความเจริญทางด้านวัตถุดีมากขึ้นแต่น่าเสียดายประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ยังยากจน เป็นหนี้ผลประโยชน์อันมหาศาลจะตกแก่ผู้มีอำนาจ เพราะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีอยู่ในเมืองไทย ๑๐๐ ละ ๘๐ ของพื้นที่ การเมืองไทยจะมีการคดโกงกันมากขึ้น จะแย่งกันฆ่ากันเพื่อให้ได้มาเป็นรัฐบาล เพื่อมากอบโกยผลประโยชน์จากการทำสัมปทานน้ำมัน และก๊าซจากแผ่นดิน ประชาชนก็จะซื้อน้ำมันแพงมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีนายกฯคนไหนรักแผ่นดินไทยจริงๆ สุดท้ายคือประชาชนโดนนักการเมืองหลอกใช้ให้มาเป็นกำลัง โดยให้ผลประโยชน์ก่อนอันเป็นส่วนน้อยเพื่อผลประโยชน์ก้อนใหญ่ในข้างหน้า เพราะเขาขาดศีลไร้ธรรม หิริ โอตตัปปะ แผ่นภาคอีสานจะมีค่าเพราะคนเมืองหลวงหรือภาคต่างๆ จะหนีตายจากน้ำท่วม หนีจากที่ภูเขาระเบิด หนีจากแผ่นดินไหว แผ่นดินจะลงโทษคนบาป เหมือนพระเทวทัตที่ถูกธรณีสูบ เมืองหลวงจะวุ่นวาย คนหนีตายจากน้ำ คนหนีตายจากการเมือง คนหนีตายจากปัญหาทางสังคม เมืองหลวงจะเหลวแหลกมากขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕เป็นต้นไป

ความเหลวแหลกทางการเมือง การปกครอง การศึกษา การศาสนาและท้องถิ่นจะวิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ การเมืองจะรุนแรงเอาความตายแลกกับเงิน กล้าฆ่ากันตายพี่น้องยังฆ่ากันได้ สิ่งเสพติดจะมีขายกันเป็นว่าเล่น เหมือนขนมเด็กๆ พูดแล้วก็สังเวชใจต่อแผ่นดิน เพราะเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำเอง ธรรมไม่กลับมาโลกา จะพินาศ ” เมื่อมีการขุดบ่อน้ำจนสำเร็จ และก็มีน้ำใช้มากพอสมควร ทำให้ประชาชนชาวบ้านได้มีน้ำใช้กันอย่างเต็มที่ หลวงปู่ก็พาญาติโยมนั่งภาวนาเพราะมีคนที่ไม่ใช่คน มาขอส่วนบุญ คนเหล่านั้นเป็นวิญญาณที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด และเขามาขอใช้น้ำในยามค่ำคืนข้างแรมพรุ่งนี้ ถ้าอยากทราบว่าพวกเขามาจริงหรือเปล่า ก็ให้ใช้ทราย มาปูปัดหน้าทรายให้เรียบ ตอนเช้าให้มาดูรอยเท้าของพวกเขาได้ พอรุ่งเช้าญาติโยมที่หลวงปู่เล่าให้ฟังก็ไปดูตามที่หลวงปู่บอก และทุกคนก็เห็นรอยเท้าเต็มไปหมด แล้วก็กลับมาเล่าให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่ก็ยิ้มๆ เพราะหลวงปู่
รู้เห็นหมดทุกอย่างแล้วเพราะเขามากราบขอบุญขอฟังธรรมกับหลวงปู่เป็นประจำทุกค่ำคืนข้างแรม.