Facebook/ศิษย์วัดป่าเจริญราช

วัดป่าเจริญราช

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดปทุมธานี แห่งที่ ๑๓
สำนักงานวัดป่าเจริญราช โทร.๐-๒๙๙๕-๒๑๑๒

วัดป่าเจริญราช

เรื่องเล่าจากพระป่า 10.ตอน: ถ้ำผาผึ้ง และการแสดงธรรมกับชายแปลกหน้า


ตอน: ถ้ำผาผึ้ง และการแสดงธรรมกับชายแปลกหน้า

โดย กัณหาชาลี (วารสารกระแสใจ) 

เมื่อหลวงปู่พิมพาได้ฟังเรื่องที่โยมมาเล่าให้ฟัง ก็เข้าใจทุกอย่าง แท้จริงแล้วหลวงปู่ทราบ และก็เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดเพียงแต่ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง

ดังนั้นหลวงปู่ก็แนะนำให้ทุกคนเจริญกัมมัฏฐานโดยทำให้ต่อเนื่อง  เพื่อประโยชน์ของชีวิต  โดยเฉพาะในยามสุดท้ายของชีวิตที่ลมหายใจจะดับลง 

แต่ทุกวันนี้ผู้คนมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมน้อยมาก แต่ความเห็นแก่ตัวกลับมากขึ้นทุกที คนจะแบ่งกลุ่มกันอย่างชัดเจนเป็นฝักเป็นฝ่าย  พวกที่ชอบก่อความวุ่นวาย  หรือพวกที่ชอบในการให้ทาน  รักษาศีล เจริญกรรมฐานจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น  แต่คนส่วนมากก็มักจะทำลายคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของตัวเองให้ต่ำลง  โดยการขายตัวให้ตกเป็นทาสเงินตรา คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีงามทำเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า  ผู้คนจะเสื่อมจากศีลธรรมมากขึ้น

ผู้นำทุกส่วนในการปกครองจะทำลายประเพณีวัฒนธรรมโบราณอันดีงาม  มองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ถ่วงความเจริญ ทุกวงการ 
ทุกสังคม จะมีการแก่งแย่งชิงดีกันมากขึ้น ทำร้ายกันได้ตลอดเวลา   การทำลายธรรมชาติก็สูงขึ้น  กลุ่มคนที่จะรักษาธรรมชาติได้ดีก็คือ พระสงฆ์และโครงการของในหลวงฯที่ช่วยอนุรักษ์ป่า   แต่เมื่อป่าถูกทำลาย ผลที่ตามมาก็ คือ  แผ่น-ดินไหว   ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม  ลมพายุรุนแรงมากกว่าเดิม ฝนตกไม่เป็นฤดู  นี่แหละกรรมที่มนุษย์ก่อขึ้น และต้องรับผลของมันไป

หลังจากนั้นหนึ่งเดือน พระภิกษุหนุ่มก็กราบลาหลวงปู่พิมพา  ออกธุดงค์ต่อไปยังจังหวัดเลย  ซึ่งในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๙ ถือว่า
ป่าไม้ยังคงหนาแน่นอยู่มาก  พระหนุ่มมุ่งหน้าเดินทางไปยัง ถ้ำผาผึ้ง  นาดี นาแหว ด่านซ้าย ซึ่งล้วนยังมีป่าไม้ สัตว์ป่า และแหล่งน้ำอุดมสมบรูณ์ บนเส้นทางที่ผ่านไปนั้น ยังมีสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็น ช้าง เสือ เก้ง กวาง หมี โดยเฉพาะ ถ้ำผาผึ้ง ยังเป็น
ป่าที่หนาทึบเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ช้าง และหมียังมีอยู่เป็นจำนวนมาก   มีหมู่บ้านอยู่ในเขตป่าประมาณ ๑๐ หลังคาเรือน
ห่างจากเขตป่าถ้ำผาผึ้งประมาณ ๒๐ กิโลเมตร   มีน้ำตกไหลเป็นเส้นทางยาว  ธารน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาเป็นดั่งเส้นทาง
นำขึ้นไปยังถ้ำ   ระหว่างทางก่อนจะถึงถ้ำผาผึ้งนั้น  มีฝูงลิงและฝูงชะนีมากมาย  มีงูหลากหลายชนิด ไส้เดือน ตะขาบตัวใหญ่ๆ น่าขนลุกยิ่งนัก แต่นี่คือ ความอุดมสมบูรณ์ของป่า    ในยามค่ำคืนป่าเงียบสงบมาก เงียบจนได้ยินเสียงน้ำค้างหยดลงกระทบใบไม้ 

การปฏิบัติภาวนาที่นี่ทำให้จิตสงบเร็วมาก แต่ก็มีสิ่งแปลกประหลาดท้าท้าย ชวนให้พิสูจน์ เช่นกัน  เพราะในยามกลางคืนดึกสงัด จะได้ยินเสียงคนร้องเพลงเสียงดังโหยหวนชวนฟัง  เสียงนั้นเย็นกังวานไพเราะจับใจ 

และในคืนหนึ่งพระภิกษุหนุ่มได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลงอีก  แต่คราวนี้เสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อยู่ไม่ห่างจากหน้าถ้ำนัก  ขณะนั้นพระภิกษุหนุ่มกำลังเดินจงกรมอยู่เวลาประมาณ ๖ ทุ่มกว่า พอได้ยินเสียงเพลง ก็กำหนด แล้วเดินออกไปดูว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร จะเป็นเทวดา นางฟ้า หรือนางไม้  พอพระภิกษุหนุ่มออกไปดู เสียงก็ดังห่างออกไปไกล  ทำให้พระภิกษุหนุ่มไม่เดินออกไปอีกเพราะเสียเวลา  แล้วท่านก็กลับมานั่งสมาธิแต่พอไม่สนใจเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก  และมาดังอยู่ที่หน้าถ้ำ   แล้วเสียงเพลงที่ได้ยิน ได้กลายเป็นเสียงคนร้องครวญครางว่า โอ้ย! ร้อน โอ้ย! ปวด  ทรมานเหลือเกิน  แต่พระภิกษุหนุ่มก็หาได้สนใจไม่ เมื่อได้นั่งสมาธิแล้วก็กำหนดภาวนาต่อเนื่อง จนจิตเป็นสมาธิลึกเข้าสู่ภายใน     ตัดออกจากการรับรู้สิ่งภายนอก เห็นแต่ภาวนาจิตภายใน  เสียงก็ไม่ได้ยิน

พอวันที่ ๗ พระภิกษุหนุ่มก็ลงจากถ้ำมาบิณฑบาตในหมู่บ้านที่มีอยู่ ๑๐ หลังคาเรือนนั้น  ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นว่า  พระคุณเจ้าช่วยแผ่เมตตา ให้โยมชื่อบุญเลี้ยงด้วย   เขาตายและเผาเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา  เธอตายด้วยความทรมานจากการคลอดลูก  พระภิกษุหนุ่มก็ถามกลับไปในใจว่าคนที่ตายนี้ชอบร้องเพลงหรือเปล่า โยมที่ขอร้องพระหนุ่ม ก็พูดต่อว่านางบุญเลี้ยงเขาชอบร้องเพลงมาก  พระภิกษุหนุ่มจึงได้คำตอบ  เมื่อบิณฑบาตเรียบร้อยแล้ว พระหนุ่มก็เดินทางกลับไปยังถ้ำ ระหว่างทางจึงหาที่นั่งทำภัตรกิจ เพราะระยะทางนั้นไกลถึง ๒๐ กิโลเมตร  ช่วงเวลาประมาณเก้านาฬิกาเมื่อทำภัตรกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว  จึงทำความสะอาดบาตร แล้วก็เดินกลับไปยังถ้ำตามลำธารที่น้ำไหลลงมาจากเขา

 ด้วยความเพลินและขาดสติสัมปชัญญะ  พระหนุ่มได้ไปเจอกับฝูงช้างป่าที่มากินน้ำอยู่ประมาณ ๑๐ เชือก  เป็นฝูงช้างที่
ชาวบ้านกล่าวขานกันว่าดุร้ายและไม่กลัวคน  และถ้าใครเจอให้รีบหนีแต่ไม่ทันจะหนี  พระหนุ่มก็โดนช้างล้อมไว้หมดทุกทาง  พระภิกษุหนุ่มไม่รู้ว่าจะหนีออกไปได้อย่างไร  แล้วก็มองไม่เห็นทางอื่นนอกจากจะลอดท้องช้างหนี  แต่ก็เป็นไปไม่ได้จะโดนช้างเหยียบตายเสียก่อน  ช้างตัวหนึ่งร้องคำรามเสียงดังจนแสบแก้วหู  เมื่อไม่รู้จะหนีอย่างไร พระภิกษุหนุ่มจึงตัดสินใจนั่งสมาธิหลับตาทันที  พร้อมกับแผ่เมตตาในใจว่า  อย่าได้เบียดเบียนกันเลย  และจิตก็เข้าสู่ความเป็นปกติ ความกลัวจางหายไป  ขณะนั้นมีช้างเชือกหนึ่งเดินเข้ามาหาพระภิกษุหนุ่ม แล้วใช้งวงยื่นมาหาพระภิกษุหนุ่มอย่างช้าๆ มันยกงวงขึ้นสูงแล้ววางลงที่มือของพระภิกษุหนุ่มที่กำลังแผ่เมตตาอยู่  พระภิกษุหนุ่มจึงลืมตามองตาช้าง  คนโบราณกล่าวไว้ว่าดวงตาเป็นหน้าตาของดวงใจ สายตาของพระภิกษุหนุ่มประสานเข้ากับสายตาของช้าง พร้อมส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปให้  ช้างเชือกนั้นก็มาแตะที่มือที่วางนั่งสมาธิอยู่แล้วมันก็ยกงวงขึ้นลง  แล้วก็ถอยหลังออกไปทีละก้าวทีละก้าว จากท่าทางที่ดุดันดุร้ายกลับกลายเป็นมีเมตตา ต่อพระภิกษุหนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ  แล้วฝูงช้างก็หันหลังกลับตามช้างเชือกนั้นไป

พระภิกษุหนุ่มก็ได้แต่มองตามช้างโขลงนั้น เมื่อช้างจากไปแล้วท่านจึงพบว่า จีวรของท่านเปียกแฉะเหมือนเพิ่งอาบน้ำ ตอนแรกนั้นจิตของพระภิกษุหนุ่มเกิดความกลัวและวิตกกังวล   พอจิตสงบก็เป็นปกติและเอาชนะช้างป่าไปได้  หลังจากนั้นพระภิกษุหนุ่มก็เดินกลับถ้ำอย่างมีสติสัมปชัญญะต่อเนื่อง ไม่มีส่งจิตออกนอกอีกเลย  พอถึงถ้ำก็เดินจงกรมบำเพ็ญสมาธิให้ต่อเนื่องตลอดเวลา

ในคืนแรม ๑๔ ค่ำเวลาประมาณตีหนึ่งกว่า ขณะที่พระภิกษุหนุ่มกำลังจะนั่งสมาธิ ปรากฏว่ามีเงาตะคุ่มดำๆ กำลังเดินออกมา
จากทางผนังถ้ำด้านหลัง  แล้วเดินมานั่งข้างพระภิกษุหนุ่มทางด้านขวา  ห่างประมาณสักสองเมตรแล้วก็มานั่งมองพระภิกษุหนุ่ม พร้อมทั้งบ่นพึมพำไม่เป็นภาษา  แล้วก็ยังมี เสียงสวดมนต์ดังอยู่ประมาณสัก ๒๐ นาที พระภิกษุหนุ่มได้ยินเสียงลมหายใจ และสัมผัสได้ว่าเป็นลม-หายใจร้อนๆ เหมือนคนเดินทางมาไกล  แต่ทำไมเดินทะลุผนังถ้ำออกมาได้   พระภิกษุหนุ่มก็หยุดความสงสัย  ตัดความสงสัยลงแล้วเข้าสมาธิจนสว่าง  จึงออกจากสมาธิอย่างเบาๆ ด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนท่านที่นั่งอยู่ข้างๆ  เมื่อออกจากสมาธิ ลืมตาขึ้นก็ไม่เห็นท่านผู้มาเยี่ยมในยามค่ำคืน พระภิกษุหนุ่มจึงทำกิจจนเสร็จ  แล้วก็เตรียมตัวจะออกไปบิณฑบาต  ขณะที่กำลังจะเดินออกจากปากถ้ำ ก็มีเสียงทักดังขึ้นว่า  ท่านอาจารย์นิมนต์ไม่ต้องออกไป  พระภิกษุหนุ่มก็มองตามเสียงว่าใครเป็นเจ้าของเสียงนั้น  ด้านหลังจอมปลวกใหญ่  เห็นฤๅษีตนหนึ่งนั่งเพ่งดวงอาทิตย์อยู่ พระภิกษุหนุ่ม ก็พูดขึ้นว่า ไม่เป็นไรอาตมาทำตามพุทธประเพณี ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ  ท่านฤๅษีตนนั้นก็กล่าวว่า สาธุภันเต   พระภิกษุหนุ่มก็ออกไปบิณฑบาตตามปกติ เพราะ ๗ วันจะออกมาบิณฑบาตสักครั้งหนึ่ง   เช้าวันนี้พระภิกษุหนุ่มสังเกตเห็นชาวบ้านออกมาเตรียมตัวใส่บาตรกันมาก  และพร้อมเพียงกันทุกบ้าน พร้อมกับเตรียมน้ำ เตรียมขันดอกไม้เท่าที่หาได้ในป่า  และเตรียมถังใส่น้ำไว้เกือบเต็ม  พอชาวบ้านใส่บาตรหมดทุกคนแล้ว  มีโยมผู้ชายท่านหนึ่งอายุประมาณ  ๗๐ กว่าปี พูดขึ้นว่า  พระคุณเจ้าอรหันต์ช่วยทำน้ำมนต์ให้หน่อย  กันมนุษย์ต่างดาวมาเอาตัวไป  ในเขตอำเภอนาดีจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก  พระภิกษุหนุ่มก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า มนุษย์ต่างดาวมาลงที่อำเภอนาดี   มีข่าวหน้าหนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน ว่ามีผู้พบเห็นมนุษย์ต่างดาว  
และมีโยมผู้เฒ่าท่านหนึ่งมาส่งข่าวให้ทราบ  แต่ถ้าไม่อยากถูกจับไปต้องไปหาพระอรหันต์องค์หนึ่งที่ท่านไม่พูดกับใคร  และประชาชนชาวบ้านก็ทึกทักเอาว่า  พระภิกษุหนุ่มรูปนี้แหละคือ พระอรหันต์ เลยเตรียมตัวจัดดอกไม้  น้ำ ไว้ให้ทำน้ำมนต์ให้  พระภิกษุหนุ่มก็ไม่พูดอะไร  ก็ตอบแทน โยมด้วยการเอามือ วางลงไปในถังน้ำอธิษฐานจิต เสร็จแล้วก็เดินกลับถ้ำทางเดิม  พระภิกษุหนุ่มก็นึกในใจว่า เราเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร เราเป็นแค่พระอรหมุนเท่านั้น แม้แต่หมุนยังไม่ครบทิศเลย  สงสัยจะอยู่ที่นี้ยากเสียแล้วเรา ....

เช้าวันรุ่งขึ้น ญาติโยมขึ้นไปกันเต็มหน้าถ้ำ  เพราะกลัวว่ามนุษย์ต่างดาวจะมาลักพาตัวไป จึงขึ้นเขามาอาศัยอยู่หน้าถ้ำของ
พระภิกษุอรหันต์หนุ่ม  พระภิกษุหนุ่มก็นึกสังเวชตัวเองว่าเราเป็นพระอรหันต์ตอนไหนเมื่อไรกัน  พอผ่านไปได้สองวัน   ชาวบ้านก็มากราบที่หน้าถ้ำอีกแล้วพูดว่า ขอบคุณที่ช่วยพวกเราไว้สองคืน  มนุษย์ต่างดาวมาเอาพวกเราไปไม่ได้ เพราะบุญกุศลพลังจิตที่ท่านคุ้มครองไว้ แล้วก็ลากลับบ้านกันด้วยหน้าชื่นตาบาน  แต่พระภิกษุหนุ่มทราบด้วยจิตว่า หมดเวลาที่จะอยู่ที่นี้แล้ว 
ฤๅษีวาเสฐะ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้กล่าวขึ้นว่า  ท่านอาจารย์จะไปวันนี้แล้ว พระภิกษุหนุ่มก็ไม่ได้นึกอะไร  เก็บข้าวของออกจากถ้ำผาผึ้งไปอย่างเสียดาย เพราะการบำเพ็ญสมาธิกำลังก้าวไปอย่างรวดเร็ว  และได้มาทราบภายหลังว่าหลวงปู่มั่น
หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน และหลวงปู่ชอบ ต่างก็เคยมาบำเพ็ญอยู่ที่ถ้ำนี้เหมือนกัน  บำเพ็ญได้ ๗ วันถึงลงไปบิณฑบาต
ครั้งหนึ่งเหมือนกัน  และหลวงปู่แหวน  หลวงปู่ชอบ  ก็สำเร็จอยู่ที่ถ้ำผาผึ้งเหมือนกับหลวงปู่มั่นและ
หลวงปู่ฝั้น

พระภิกษุหนุ่มก็แผ่เมตตาลาแม่นางธรณี แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังประเทศลาวเข้าปากเซ่ ปากช่อง สีพันดอน  น้ำตกตาดฝานคอนพระเพ็ญ   ที่หลีผี เป็นที่บำเพ็ญอย่างยอดเยี่ยม เพราะไม่มีผู้คนผ่านไปเลยเป็นเวลาเดือนเต็มๆ  แต่สำหรับหลีผีเมื่อตกยามค่ำคืนราตรี  มักจะมีแสงไฟเป็นดวงๆ เกาะอยู่ตามป่า  พระภิกษุหนุ่มได้เห็นผีกองกอย  ผีโพรงออกหากินปลา และผีกระสือ  มาตามลำแม่น้ำโขง  โดยเฉพาะเมื่อเราสามารถข้ามสีพันดอนไปได้แล้ว จะเป็นอีกมิติหนึ่งของชีวิตในโลกของชาวน้ำโขง  ชาวน้ำ ชาวป่า ชาวห่า ชาวข่า และชาวขอม พร้อมทั้งบังบด และเหล่านาคีนาคา  อันเป็นอีกโลกหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์  และเพราะความสมบูรณ์ในป่า ที่ยังคงหนาทึบ ถ้าเดินต้องระวังไม่ออกนอกเส้นทางสัตว์หากิน ต้องคอยดูแม่น้ำโขงเป็นหลักใน
การเดิน ลัดเลาะริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ   อากาศที่นี่เย็นยะเยือกเข้ากระดูกดำ

ขณะที่พระภิกษุหนุ่มกำลังเดินจงกรมอยู่ หยุดยืน หันหน้าไปทางน้ำ และได้มองไปยังแม่น้ำโขง  ท่านเห็นเหมือนคนเดินอยู่
ในน้ำ  มีเงาขาวๆ เดินกลับไปกลับมาเหมือนกับที่ท่านเดินจงกรม  พอพระภิกษุหนุ่ม หยุดยืน กำลังจะนั่ง เงาขาวนั้นได้เดินตรงมายังพระภิกษุหนุ่มอย่างไม่วิตกกลัว พระภิกษุหนุ่มก็ไม่ได้หลบ แล้วก็นั่งลงในท่านั่งสมาธิอย่างสงบ    เงาประหลาดนั้นเดินตรงมาหาพระภิกษุหนุ่มใกล้ ๆ แล้วนั่งลง ด้านหน้ามองมายังพระภิกษุหนุ่ม อย่างไม่กระพริบตาพร้อมกล่าวขึ้นว่า   ข้าพเจ้ามาเพื่อขอฟังธรรม   ธรรมจักร ข้าพเจ้าคิดว่าพระคุณเจ้าจะช่วยให้ความเข้าใจแก่ข้าพเจ้าได้  พระภิกษุหนุ่มก็กำหนดจิตถามว่าท่านเป็นใคร มาทำอะไรที่นี้   มีคำตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้มาพันปีแล้วชื่อ เจ้ามัคคี  พระภิกษุหนุ่มเคยอธิษฐานจิตไว้ว่า  ในระหว่างการธุดงค์  ถ้าจำเป็นต้องพูด   จะพูดก็ต่อเมื่อมีการแสดงธรรมอย่างเดียว  หรือเฉพาะยามจำเป็นเท่านั้น  บัดนี้จำเป็นที่จะต้องพูดแล้ว อาตมาขออนุญาตพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ถ้าผิดพลาดก็ขออโหสิกรรมไว้ก่อน พระภิกษุหนุ่มจึงเริ่มต้น ตั้งแต่ว่า
นะโมเลยทีเดียว  และก็แสดงธรรมในหัวข้อธรรมจักรกับชีวิตว่า 

“ชีวิต เกิดขึ้นมาด้วยกรรม กรรมทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด  กรรมทำให้ไปเกิดในภพภูมิที่แตกต่างกัน จะต่ำจะสูงอยู่ที่การทำตัวเอง จะสูงจะต่ำอยู่ตัวทำ ไม่มีใครทำให้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรืออยู่ในภพของการเป็นพญานาค ไม่ว่าจะอยู่ในภพของเทวดา หรืออยู่ภพอื่นก็ตาม  อยู่ที่ตัวเราเอง  แต่ถ้าจะยกจิตยกภพภูมิตนเองให้สูงขึ้น ก็อยู่ที่การกระทำของตัวเราเอง  และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม    พระพุทธเจ้านามว่า  สมณโคดม โคตรมี ได้ตรัสไว้ว่า กรรม คือการกระทำของเรา  เมื่อเราทำบุญ ทำกุศล ด้วยความตั้งใจที่ดี ใจของเราเสพติดกับความดีจนชิน  และจิตของเราที่ฝึกไว้ให้เจอแต่สิ่งที่ดี  เมื่อเจอสิ่งไม่ดี จิตเราก็จะไม่รับเอาไม่สมาคมกับจิตที่สกปรกอันไม่สะอาด  จิตใจก็จะออกห่างไกลไปโดยอัตโนมัติทันที  เมื่อจิตใจเรายึดถือความดีไว้ในหัวจิตหัวใจแล้ว การไปเกิดก็ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ถ้าความดีมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นการเสียสละอย่างบริสุทธิ์ใจ  ทำให้การงานที่ทำสะอาดทั้งข้างนอก สะอาดทั้งข้างในจิตใจ  นี่คือ วิธีการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น และเลื่อนภพภูมิของสรรพสัตว์ให้สูงขึ้นได้ทุกหมู่เหล่า” 

เมื่อพระภิกษุหนุ่มพูดถึงตอนนี้ทำให้  มีเสียงร้องไห้เกิดขึ้น  พระภิกษุหนุ่มจึงถามว่า  ท่านมัคคีเป็นอะไร 

เจ้ามัคคี ก็ตอบว่า  ชีวิตของข้าพเจ้า  มุ่งเอาแต่ความรุนแรง มุ่งแต่เอาชนะผู้อื่น  มุ่งแต่เสนอหน้าผู้ใหญ่  มุ่งแต่ใช้คำพูดดูถูกเพื่อนด้วยกัน  ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้นไป ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจ  บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดเจนแล้วว่าทำไมข้าพเจ้าจึงทุกข์ทรมาน  ทั้งๆ ที่อยู่สบายในแม่น้ำโขงนี้ตั้งพันปีแล้ว  ข้าพเจ้าจะทำตัวใหม่ ทำจิตใจใหม่ ต่อจากนี้ไป และจะไม่มุ่งเอาชนะประจานผู้อื่นอีก  ไม่ชี้โทษโกรธใคร  ไม่มองคนอื่นในทางที่เสียหาย  เมื่อมองคนอื่นในทางที่เสียหายบ่อย ก็เป็นการทำใจตัวเองให้เสียหายไปด้วย  เป็นการไม่พัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้น  สาธุ  พระภิกษุหนุ่มกล่าว  และเจ้ามัคคีกราบลาพร้อมกับพูดขึ้นว่า  ข้าพเจ้าจะบอกเพื่อนของข้าพเจ้าให้มาฟังธรรมกับพระคุณเจ้าด้วยในโอกาสหน้า  ขอให้พระคุณเจ้าช่วยเมตตาแสดงธรรมจักรให้ฟังอีกด้วยขอรับ  ข้าพเจ้าขอกราบลา เจ้ามัคคีก้มกราบลง แล้วก็หายตัวลงไปในน้ำอย่างน่าอัศจรรย์ ......

 

 



สามารถ Inbox สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ facebook:ศิษย์วัดป่าเจริญราช

วัดป่าเจริญราช

เลขที่ 12/19 คลอง 11 (สายกลาง) ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150

สำนักงานวัดป่าเจริญราช โทรศัพท์ 0-29952112 แฟ็กซ์ 0-29952477