Facebook/ศิษย์วัดป่าเจริญราช

วัดป่าเจริญราช

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดปทุมธานี แห่งที่ ๑๓
สำนักงานวัดป่าเจริญราช โทร.๐-๒๙๙๕-๒๑๑๒

วัดป่าเจริญราช

ทุกแรงบุญร่วมใจ โรงอุโบสถวัดป่าเจริญราช


เล่าโดย  พระครูปลัด วีระนนท์  วีรนนฺโท

ที่มา

ของการสร้างโรงอุโบสถวัดป่าเจริญราช หลวงพ่อเมตตาเล่าว่า  “...เกิดจากญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมก็มาร่วมกันมาถามอาตมาว่า จะมีอุโบสถไหม? น่าจะมีอุโบสถนะต่างก็คุยกัน อาตมาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นี้คือสาเหตุที่จะสร้างอุโบสถ ที่เรียกว่า
“โรงอุโบสถ” ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ส่วนมากในยุคทุกวันนี้ ปัจจุบันนี้ ญาติโยมจะได้ยินคำว่า  สร้างโรงอุโบสถไหม? ไม่ค่อยได้ยิน แต่โยมจะได้ยินคำว่า สร้างพระอุโบสถ หรือ สร้างอุโบสถ แต่คราวนี้ที่ วัดป่าเจริญราช ใช้คำว่า “สร้างโรงอุโบสถ” คำว่า สร้างโรงอุโบสถ นี้ เป็นคำเดิมๆเก่าๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณจารย์ โรงอุโบสถนี้

สาเหตุ

ที่เกิดขึ้น ถ้าพูดไปแล้วก็เหมือนว่ามีสภาวะ มีผู้มาแนะนำให้สร้างโรงอุโบสถ ซึ่งอาตมาภาพไม่เคยคิดจะสร้างโรงอุโบสถใหญ่ๆที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แต่ก็มีภาวะที่บุคคลผู้สำคัญ หากจะกล่าวไปแล้วก็ถือว่า เราท่านทั้งหลายจะรู้จักกันทั่วประเทศ แต่บุคคลนั้นท่านก็จากไปแล้ว คือท่านได้ตายจากไป แต่ท่านเป็นผู้มีคุณูปการสร้างชาติสร้างแผ่นดินให้แก่ลูกหลานทั้งหลายได้อยู่จนทุกวันนี้ก็มาชี้บอกอาตมาไม่ว่าจะเป็น เวลานั่งภาวนาหรือเวลานอนภาวนาก็ตาม ก็จะปรากฏเป็นรูปภาพ ขึ้นมาให้เห็นเป็นรูปลักษณ์ของโรงอุโบสถ แล้วก็บอกว่าให้สร้างโรงอุโบสถแบบนี้ เป็นระยะเวลาตั้งเดือนกว่า อาตมาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะอาตมาไม่ได้คิดว่าจะทำเพราะไม่รู้จักญาติโยมและก็ไม่รู้ว่าจะไปหาไม้ที่ไหน แล้วก็ไม่มีปัจจัยที่จะมาสร้างจึงไม่คิดหนักเข้าๆ อาตมาจะนั่งที่ไหน ไปปฏิบัติธรรมที่ใดก็ตามไม่ว่าอิริยาบถใดก็ปรากฏขึ้นมาในดวงจิต ติดตาอยู่ตลอดทุกวัน อาตมาก็เลยรับปากว่าจะสร้างให้ก็เลยได้จัดการสร้าง ก็ปรากฏว่าได้เจอญาติโยมท่านหนึ่งมาพอดี อาตมาก็มาเล่า แล้วก็บอกรูปลักษณะของการสร้างโรงอุบถนี้ให้ท่านฟัง ท่านก็ได้เขียนลงมาสเก็ตลงมา อาจารย์ท่านเป็นนักเขียน ชื่อว่า อาจารย์ประถม พัวพันธ์สกุล อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ก็ได้มาสเก็ตรูปภาพวางผังวางแบบสถาปัตยกรรมออกมา อาตมาก็บอกว่า ตรงนี้เป็นอย่างนี้ต้องแก้ตรงนี้ ก็เขียนไปตามที่ได้บอก ท่านก็เขียนออกมาได้ถูกต้อง ก็เลยตัดสินใจว่าจะสร้างเพราะในก้าวแรกนั้นไม่รู้จะหาใครมาเขียนแบบออกมาก่อน แต่ปรากฏว่าก็มาโดยบังเอิญก็เลยได้สเก็ตแบบสถาปัตยกรรมขึ้นมาจนได้สำเร็จ แล้วก็มีการเขียนออกมาอย่างถูกต้องตามแบบสถาปนิก ก็เลยได้จ้างช่างจาก บริษัทของโยมรุ่ง บริษัทนี้มีฝีมือในการสร้างและก็มีผลงานคือ การสร้างหอคำหลวง ที่พืชสวนโลก จ.เชียงใหม่ ก็เลยมีการสร้างขึ้นมา แล้วก็มีญาติโยมต่างๆมาบอกว่าจะให้ไม้อันนั้น ไม้อันนี้ มีคนนำไม้สักมาเสนออาตมา บอกว่า ไม้ ๑๖ ต้น  ต้นละ  ๑ ล้าน รวมเป็น ๑๖ ล้าน อาตมาก็บอกไปว่า โยมอาตมามีไม่ถึงล้าน แล้วจะเอาเงินล้านมาจากที่ไหน โยมก็บอกว่าไม่เป็นไรเอามาก่อน อาตมาเป็นคนไม่ชอบติดหนี้ใคร และไม่ชอบติดหนี้โยมด้วย โดยปกตินิสัยจะไม่ชอบเป็นหนี้ใคร ก็เลยบอกว่าไม่ได้นะโยม อาตมาก็คิดว่าจะหาไม้ที่มีราคาถูก ก็หาไม้ตะเคียนทองและตะเคียนเงิน ให้โยมไปช่วยหาในช่วงนั้น ปรากฏว่า ๑ เดือน ก็ไม่มีข่าวว่าจะได้ไม้ อาตมาเลยตัดสินใจเดินทางเข้าประเทศลาวซึ่งเป็นสถานที่ที่อาตมาเคยเดินธุดงค์  อยู่ในเขตละแวกนั้น คือ เขื่อนน้ำงึม เพราะเคยปรากฏการณ์ว่ามีต้นตะเคียนอยู่ตรงนั้นเยอะ พอไปถึงปรากฏว่า เขื่อนน้ำงึม เขาทำเป็นเขื่อนเรียบร้อยแล้ว โยมก็พาไปพัก  เรียกว่า “ รีสอร์ทในป่า” ซึ่งรีสอร์ทนี้ไม่มีใครพักเลย นอกจากอาตมารูปเดียวเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ไม่มีใครเข้าไป อาตมาก็เข้าไปพักอยู่ตรงนั้น พอได้เวลา ๓ โมงเช้า โยมก็เข้ามาหา มาถามว่าอาจารย์เจอไม้ตะเคียนหรือยัง? อาตมาบอกว่า ยังไม่ได้ไปดูเลยอยู่ในเขื่อน ก็เลยลงไปดูในน้ำ ปรากฏว่า ไม้ตะเคียนก็โผล่ขึ้นมา ๔-๕ ต้น ให้เห็น ก็รู้สึกว่าจะไม่ได้ผล อาตมาก็เลยกลับออกจากที่พัก เพื่อจะกลับประเทศไทยเพราะว่าไม่มีโอกาสจะได้ไม้ คิดเช่นนั้น ถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาใหม่ ถ้าคราวนี้ไม่ได้ แต่ในจิตคิดว่าคราวนี้ต้องเจอไม้ อาตมาจึงเดินทางมาก็ไม่ได้ แล้วก็มีโยมที่มาถามตรงนั้น อาตมาก็บอกว่าจะหาไม้ไปสร้างโรงอุโบสถ ไม้ที่มีความใหญ่ มีอายุไม้ที่อยากได้ ๑๐๐ ปีขึ้น ความใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย ๗๐ เซนติเมตร หรือถ้าจะให้ดีที่สุดก็ ๑-๒ เมตร ในแต่ละต้นยิ่งถูกใจ เพราะจะสร้างโรงอุโบสถนี้ไว้เป็น “พันปี” โยมก็บอกว่า ผมมีไม้อยู่หลวงพ่อจะไปดูไหม? ไปดู แล้วไม้อยู่ที่ไหน เขาบอกว่า อยู่ที่วังเวียง จากเขตน้ำงึมไปวัง

เวียงหรือเวียงจันทร์ ระยะทางใกล้ไกลอาตมาก็ประมาณไม่ได้แต่ถ้าเดินธุดงค์อาตมาก็ ๒-๓ วัน อาตมาก็ได้ขึ้นรถไปกับโยมที่ไม่รู้จักกัน โยมผู้ชายก็มี ๔-๕ คน มีเครื่องมือเครื่องไม้ครบครัน อาตมาก็มีเครื่องมือเหมือนกัน คือมี“ย่าม”ประจำตัวกับช้อนส้อม นั้นคืออาวุธของพระ เดินทางจากระยะฉันเพลไปจนถึงกองไม้ซึ่งเป็นระยะเวลา ๓ ทุ่ม ๑๕ นาที  เห็นไม้กองอยู่เป็นไม้ใหญ่ๆก็ชอบใจอาตมาอยากจะได้ไม้นี้อาตมาบิณฑบาตขอโยมเอาไม้นี้ไปสร้างโรงอุโบสถได้ไหม ราคาเท่าไหร่ค่อยคุยกัน โยมก็บอกว่าให้ไม่ได้หรอกไม้กองนี้ชุดนี้ผมจะส่งไปประเทศญี่ปุ่นเพราะว่าพวกผมได้รับเงินเขามาแล้ว ๕๐ ล้าน ไม้ทั้งหมด ๓๗๐ คิว เป็นท่อนซุงทั้งท่อน ยาว ๑๑ เมตร ไม่มีต่อ นี้ญาติโยมสาธุชน เมื่อเขาบอกว่าไม่ให้อาตมาก็เลยคุยกับผู้ที่เฝ้าไม้ว่า โยมไปช่วยอาตมาสร้างอุโบสถไปกรรมฐานนั่งวิปัสสนาให้ยกจิตยกภูมิให้สูงขึ้นนะจะได้บุญกุศลมาก แล้วอาตมาก็กลับออกมากับเจ้าของไม้ ที่เข้าสัมปทานไม้ เขาก็พามา ก็สว่างที่บ้านเขาพอดี แล้วเขาก็นำอาตมาส่งข้ามฟาก ก็ได้มาฉันเพลพอดีที่ฝั่งไทย และได้กลับมาอยู่เมืองไทยได้สัก ๔ วัน เขาก็โทรศัพท์ตามมา ซึ่งในตอนนั้นโยมได้ให้โทรศัพท์มาเพื่อใช้ในช่วงติดต่อ ก็บอกว่า หลวงพ่อจะเอาไม้ไหมอาตมาก็บอกว่าเอา แต่อาตมายังไม่มีปัจจัยให้นะ โยมจะให้อาตมาเป็นไม้ชุดไหนล่ะ เขาบอกว่า ให้ชุดไม้ที่หลวงพ่อเคยเห็นนั้นแหละ อ้าวไหนโยมจะส่งญี่ปุ่น โยมก็บอกว่า ญี่ปุ่นเขาประกาศงดการส่งไม้เข้าประเทศญี่ปุ่นชั่วคราว แต่ไม่รู้ชั่วคราวกี่วัน พวกผมก็ต้องหาวิธีออกไม้มาโดยส่งออกไปที่อื่น อาตมาก็เลยได้ไม้ชุดนี้มา ภาษาลาวเรียกว่า ไม้เป็ด ภาษาญี่ปุ่นทางวิจัยเรียกว่า ไม้เหล็ก ภาษาไทยในบรรณานุกรมของป่าไม้ไทยบอกไม่มีชื่อแต่รวมเรียกกันว่า ในตระกูลเดียวกันกับไม้พิกุลป่า จนเดี๋ยวนี้อาตมาก็ไม่รู้ไม้นี้ชื่ออะไรในประเทศไทย นี้แหละญาติโยมสาธุชนทั้งหลายสาเหตุของการสร้างโรงอุโบสถที่เป็นทรงแบบไทยโบราณแต่ไม่ใช่ไทยล้านนา อันนี้เป็นทรงสมัยพ่อขุนรามคำแหง สร้างท้องพระโรงให้ลูกหลานทั้งหลาย บอกว่าเมื่อผู้ใดมีทุกข์มาตีระฆังตีกลองร้องทุกข์ได้ในยุคนั้น อาตมาก็เกิดไม่ทันหรอกแต่ปรากฏเห็นภาพอย่างนี้ขึ้นมา ก็เลยให้โยม ให้อาจารย์สเก็ตภาพออกมา ก็เลยออกมาตามแบบลักษณะที่เห็นๆ ในยุคนี้เรียกว่าเป็นการสร้างโรงอุโบสถแบบล้านนา แต่ล้านนาก็ลักลอกเลียนแบบสุโขทัย หรือสุโขทัยลักลอบเลียนแบบล้านนาก็ว่าไม่ได้ เพราะศิลปะวัฒนะธรรมมันสอดคล้องซึมซับไปถึงซึ่งกันและกัน

อุปสรรค ในการสร้างโรงอุโบสถ 

มีตั้งแต่เริ่มต้น อาตมาก็เขียนแบบตามที่ตนเองพอเขียนได้ ยกพื้นฐานโรงอุโบสถสูงจากดินขึ้นมา ๑ เมตร ฐานของโรงอุโบสถก็เขียนให้ช่าง ช่างก็เอาไปคุยกันเรียบร้อยตกลงเข้าใจ แล้วจะทำเอวขันธ์ ในระยะ ๒ เมตร แต่ให้ยกพื้นขึ้นมา 1 เมตร จากพื้นดินเดิม ช่างรับไปพร้อมกับกระดาษที่อาตมาเขียนไปเรียบร้อย แบบพื้นฐาน พอออกมาก็ไปคนละอย่าง นั้นก็คือ ถือว่าเป็นอุปสรรคเหมือนกัน  แล้วก็ได้ช่างมาบางทีก็มาดูไม้ ช่างก็บอกว่าไม้พอไม้เกินด้วย พอมาทำไปทำมา ก็มาบอกว่าไม้ไม่พอ นี้คือ อุปสรรค แต่ก็ยังโชคดีที่มีญาติโยมมาช่วยในเรื่องของปัจจัยเงินทอง ไม่ขาด มีการทอดผ้าป่าสามัคคี ทอดกฐินสามัคคีเรื่อยๆ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ นี้คือสิ่งที่ดำเนินการก่อสร้างโรงอุโบสถและสร้างวัดมาด้วย ไม่ได้สร้างเฉพาะโรงอุโบสถเพียงอย่างเดียว ต้องสร้างเสนาสนะ ซื้อที่ดิน ขยายที่ดิน ไปในตัวด้วย ต้องใช้ปัจจัยเงินทองก็มาก มากพอสมควรโยม แต่ก็มีญาติโยมช่วยเป็นกลุ่มๆ ฉะนั้นญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ที่ได้ฟังได้ดูอยู่ขณะนี้ ไม่ใช่ว่าพอนะโยม โรงอุโบสถขณะนี้กำลังมุงหลังคาอยู่ กำลังฉาบพื้นฐานล่างแต่ก็ยังต้องใช้ปัจจัยอีกจำนวนมากพอสมควร โรงอุโบสถนี้จึงจะจบสิ้นไปด้วยดี นี้คือที่มาและอุปสรรคของการสร้างโรงอุโบสถ หากญาติโยมสาธุชนทั้งหลายผู้มีจิตศรัทธา ต้องมีความอดทนและมีปัญญาเข้ามาประกอบ จึงจะสามารถยืนหยัดต่อสู้สร้างวัดได้ เพราะคำว่า “วัด” แปลว่า วัดทุกสิ่งทุกอย่าง วัดข้างนอก วัดข้างใน วัดข้างนอก คือ วัดกาย วาจา วัดตัวคน วัดข้างใน คือ วัดความอดทน วัดความมุ่งมั่น ด้วยศรัทธาที่จะแกร่งมั่นขนาดไหน ญาติโยมบางคนมาบางคนก็ถอย บางคนมาก็เป็นธรรมดาเข้าใจถามว่าวัดมีปัญหาไหม? วัดไม่มีปัญหา วัดมันอยู่ดีๆ สถานที่อยู่ดีๆ แต่คนมาใจมีปัญหาก็เลยเกิดปัญหาขึ้น นี้แหละปัญหาใจไม่ใช่ปัญหาอื่น อาตมาจึงพยายามจะแก้ปัญหาใจด้วยการให้โยมมาทำสมาธิภาวนา

 

โรงอุโบสถนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะทำอะไร

เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็จะนิมนต์ครูบาอาจารย์ต่างๆ ตามป่าตามถ้ำตามต่างจังหวัด มาประกาศธรรม มาเทศน์มาสอนธรรม ภาคปฏิบัติที่โรงอุโบสถ และญาติโยมก็มาฟังมาปฏิบัติธรรมกันที่ โรงอุโบสถกันได้ทุกเมื่อ เพราะโรงอุโบสถไม่มีฝาปิดกั้นด้านข้าง จะเปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่ก็ต้องดูว่าถ้ามียุงก็จะต้องป้องกันยุง ให้ญาติโยมได้นั่งได้ทั้งคืน พระนั่งได้ทั้งคืน นี้คือ สาเหตุของการสร้างโรงอุโบสถหลังนี้ขึ้นมา โรงอุโบสถหลังนี้ กว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ถ้าคิดว่าจะได้เป็นอบรมญาติโยมให้ได้ฟังธรรมด้วยความสบายใจ มีนักเรียนนักศึกษาเข้ามาประพฤติปฏิบัติธรรมได้โดยแยกส่วนกัน และญาติโยมผู้มาประพฤติธรรมใหม่กับผู้ประพฤติธรรมเก่า คนใหม่ก็อยู่ที่ศาลา คนเก่าก็ไปที่โรงอุโบสถที่ไม่ต้องอาศัยพี่เลี้ยง ประพฤติปฏิบัติในรูปแบบเป็นแล้ว ก็จะใช้โรงอุโบสถเป็นส่วนหนึ่ง นี้คือที่กำหนดการที่สร้างโรงอุโบสถ และปัจจัยที่ได้มานั้น ก็ได้มาจากญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ที่ได้ช่วยโอนมาบ้าง ที่ได้มาทอดผ้าป่าสามัคคี ทอดกฐินสามัคคี มาหยอดตู้ มาทำสังฆทาน อาตมาก็รวบรวม ทุกอย่างเอามาสร้างวัดสร้างโรงอุโบสถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารจิปาถะ ก็เอามารวมกันใช้ ฉะนั้นโยมมาที่วัดนี้ จะเห็นว่าสถานที่มันรกตาไปบ้าง มันยังไม่สำเร็จ ยังไม่เสร็จสิ้น ก็เหมือนกันกับโยมนั้นแหละ แต่งหน้ายังไม่เสร็จก็ดูไม่ค่อยจะสวย เมื่อแต่งหน้าเสร็จเมื่อไหร่โยมก็มาดู มาชื่นชม ปัจจัยเงินทองที่โยมให้มากลายเป็นวัดของโยมไปเลย ที่นี้ก็คือวัดของโยมนั้นแหละ ไม่ใช่วัดของพระ หรือของอาตมา แต่เป็นวัดของโยมเป็นวัดของแผ่นดินเป็นสมบัติของชาติ ของศาสนา ของแผ่นดินเราทั้งหมด ฉะนั้น ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย เมื่อโยมมาวัดแล้ว ก็เข้ามาถึงวัดไม่ต้องไปรู้จักใครหรอก โยมจะมาปฏิบัติก็มาบอกเจ้าหน้าที่ ลงทะเบียน ปฏิบัติได้เลยไม่ต้องรู้จักใครตั้งใจปฏิบัติ เมื่อโยมได้บุญกุศลได้บรรลุธรรม คนที่ร่วมกันสร้างก็ได้อานิสงส์มากขึ้น โยมมาปฏิบัติมากอานิสงส์ก็มาก โยมมาจากทั่วทุกทิศด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมก็ได้อานิสงส์แผ่กันไปได้เยอะๆ ขึ้น นี้คือการสร้างวัดสร้างโรงอุโบสถ และปัจจัยที่ได้มา ถามว่าจะแล้วเสร็จระยะกี่ปี? อาตมาคิดว่าในระยะอีก ๒ ปี นับตั้งแต่ปีนี้ปีหน้าก็คงจะเสร็จสิ้นในการตกแต่งภายในเล็กๆน้อย นี้คือการสร้างโรงอุโบสถ การสร้างโรงอุโบสถ การสร้างวัด และการสร้างคน เป็นสิ่งสำคัญญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ถ้าเราไม่สร้างอาคารสถานที่ เราก็ไม่มีความพร้อม แล้วเราจะไปสอนคนอื่นว่า ให้สร้างสภาวะให้เกิดคุณงามความดี นั้นมันยาก มันก็ต้องมีอาคารสถานที่ไว้อำนวยความสะดวก ในการจัดกิจกรรม ช่วงระยะฝนตก ช่วงอากาศร้อน หรือบางครั้งก็ใช้เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์ เท่าที่มี เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาพระธรรมของพระศาสนา ศึกษาหลักปฏิบัติ อันเป็นแนวทางทำให้จิตใจสงบ ทำให้เกิดความสุข เกิดสันติสุขในชาติในแผ่นดิน นั้นคือหลักของพระพุทธศาสนา งานเผยแผ่ศาสนา งานปฏิบัติศาสนา งานศึกษาศาสนา จะมีต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกอย่างจะจบ หรือโลกนี้จะแตกสลายไป หรืออาตมาตายไปก็ทำพินัยกรรมไว้ วัดนี้เป็นวัดปฏิบัติและวัดประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า ในแบบสติปัฏฐาน ๔ หรือสติปัฏฐานสูตร ในแบบเถรวาทเท่านั้น อันเป็นหลักหัวใจในสถานที่วัดป่าเจริญราชแห่งนี้ ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ถ้าท่านผู้ใดไม่มีที่ไปทำบุญที่อื่นที่มันไกล โยมก็ลองแวะมาที่วัดป่าเจริญราชดูบ้าง มาประพฤติปฏิบัติ หรือมาฟังธรรม หรือมาเยี่ยมชม บรรยากาศที่วัดป่าเจริญราชบ้างก็จะเป็นโอกาสที่ดี ช่วงนี้ถึงแม้จะมีการก่อสร้างอยู่ จะมีเสียงรบกวนบ้างก็ตาม แต่ก็มีบางแห่งบางที่ยังมีมุมสงบเช่นเดียวกัน

 

ฉะนั้น จึงขอประกาศให้ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายได้ทราบโดยทั่วกัน มาร่วมกันช่วยสร้างชาติ สร้างศาสนา สร้างศาสนสถานสมบัติอีกครั้งหนึ่งอีกที่หนึ่ง และขอให้โยมทั้งหลายที่ได้ฟังได้ยินอยู่นี้ ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานานด้วยการร่วมสร้างวัด และผู้ที่คิดกำลังจะสร้าง ผู้ที่คิดจะอุปฐากอุปถัมภ์วัดวาศาสนาอยู่ ก็ขอให้โยมนั้น มีพละกำลังแข็งแรง ด้วยมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบันติ มีดวงตาเห็นธรรม มีร่ายการแข็งแรง ได้บำรุงบำเรอพระพุทธศาสนา สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาย สิ้นกาลนานเทอญ ขอเจริญพร...”

 

 


ขอเชิญร่วมทำบุญกับวัดป่าเจริญราชได้ตามกำลังศรัทธา

โดยโอนเงินผ่าน บัญชีวัดป่าเจริญราช
เลขที่ 2912150189 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทศโก้โลตัสรังสิต คลอง7
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ดรุณี พัวพันธ์สกุล (แม่น้อง) โทร.085-6664898


หรือ โอนเงินผ่าน บัญชีวัดป่าเจริญราช
เลขที่ 051-2-60782126 ธนาคารออมสิน สาขาลำไทร ประเภทออมทรัพย์
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณศิริภรณ์ วิทยาศิริกุล (เจ๊อิม) โทร.081-6676636


ส่งหลักฐานการโอนเงินโดยถ่ายเอกสารสลิปการโอนเงินพร้อมระบุรายการทำบุญ
ระบุชื่อ-นามสกุล ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ ส่งแฟกซ์มาที่ 0-2995-2477

ด้วยอานิสงส์ในการทำบุญในครั้งนี้ ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสุข ความเจริญ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้วยจตุรพิธพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสมบัติและนิพพานสมบัติ จงทุกประการเทอญ.

 

 

 

 



สามารถ Inbox สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ facebook:ศิษย์วัดป่าเจริญราช

วัดป่าเจริญราช

เลขที่ 12/19 คลอง 11 (สายกลาง) ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150

สำนักงานวัดป่าเจริญราช โทรศัพท์ 0-29952112 แฟ็กซ์ 0-29952477