การยกจิตเข้าสภาวะอารมณ์เดิม.. ผู้ปฏิบัติต้องกำหนดภาวนา ตามดู ตามรู้ ตามเห็น สภาวะอย่างต่อเนื่อง เหมือนการมองดูสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆไปจนสุดสายตา แล้วก็มาตัดสินว่า เป็นอย่างไรตลอดเวลา แต่ภาวะการตัดสินอารมณ์ทางจิตต้องมีทั้งสติสัมปชัญญะในสภาวะทั้งสี่ ทั้งกาย เวทนา จิต และธรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน เห็นพร้อมกัน แต่ที่พูดแยกพูดเป็นขั้นตอน ภาวะจิตรู้สึกเห็น รู้สึกแล้วก็เห็นด้วยภาวะภายใน ตาภายใน ภาวะกายมีการขยับ มีการเกิดดับตามความเป็นจริง ภาวะธรรมสอดส่องธรรม ตามองค์ธรรมที่เป็นจริง ที่เห็นสภาวะเป็นสัจธรรม ที่เป็นทุกขัง อนิจจังอนัตตา เป็นสภาวะที่ย้อนกลับเป็น ปริวัฏฏ์ ๓ อริยสัจ ๔ ปฎิจสมุปบาท๑๒ เกิดขึ้นพร้อมกันหมุนไปพร้อมกันครั้งเดียว ตรงนั้นเขาเรียกว่าได้สมาธิจิตพร้อม แค่ช้างกระพือหู งูแลบลิ้น ไก่กระพือปีก บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ เราต้องตามดู ตามรู้ ตามเห็น แล้วกำซับด้วยการมีสติ กำซับลงไป เมื่อกำซับลงไป ภาวะจิตที่เราปฏิบัติกำหนดต้องรักษาอารมณ์ไว้ รักษาอารมณ์ รักษาสภาวะ ก็คือจดจำสภาวะเดิมนั้นไว้พอเราจะออกก็คลายออกมา อาตมาได้บอกแล้วหายใจเข้าออกยาวแล้วจำอารมณ์เดิมไว้คลายออกมา มาเดินจงกรม บัลลังก์ต่อไปก็ยกจิตเข้าสู่อารมณ์เดิม เขาเรียกว่า ยกจิต กำหนดจิตยกขึ้นมาสู่อารมณ์เดิม ไม่ใช่ยกด้วยมือ กำหนดจิตค่อยๆ ไหลขึ้นมาๆ ความเบาตรงกลาง ให้มันเกิดความเบา ไม่เอียงซ้ายไม่เอียงขวา ให้อยู่ตรงกลางแล้วกำหนดจิตต่อไปในสภาวะเดิม ส่งต่อไปเลยไม่ต้องมาหนึ่ง ให้เริ่มสอง จากสองไปสามจากสามไปสี่ทันทีเลย นั่นคือการกำหนดจิตยกจิตยกอารมณ์ในการฝึกสมาธิ หรือฝึกกรรมฐานฝึกวิปัสสนากรรมฐาน นั่นคือภาวะของจิตเมื่อเรารักษาสิ่งที่เรารักษา อาตมาจึงให้ปิดวาจา ครูบาอาจารย์จึงให้ปิดวาจา จึงพยายามออกจากหมู่คณะ ไม่คลุกคลี กับหมู่คณะ เมื่อคลุกคลีแล้ว จะทำให้อารมณ์รั่วไหลออกไปพอมาทำใหม่ ต่อไม่ติดเกิดอาการฟุ้งซ่าน ไม่ฟุ้งก็ง่วงนอน ไม่ง่วงนอนก็เวทนาเกิด มันเกิดวนเวียนอยู่ในวัฏจักรนี้ ที่เรียกว่า วัฏฏะ การวนอยู่ในห้วงทุกข์ ห้วงทุกข์ห้วงน้ำโอฆะอันยิ่งใหญ่ ผู้คนทั้งหลายแหวกว่ายไปไม่ได้ก็จมน้ำลงไป โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๘๔ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ, สนธนาธรรมกับพระมหาชอบ จ.อุบลราชธานี