ดังนั้นเราต้องกำหนดภาวนา เมื่อกำหนดภาวนาต่อเนื่อง สติอยู่กับตัวเรา สิ่งใดผ่านไปผ่านมาย่อมเห็นสิ่งนั้น ถึงแม้ไม่เห็นก็รู้สึกว่ามีสิ่งนั้นผ่านมาอยู่ เมื่อมีสิ่งนั้นผ่านไปมา สิ่งใดเกิดขึ้นสติก็รับทันไม่ตกใจกลัว เมื่อเราไม่กำหนดเหมือนนอนหลับหรือนั่งหลับ ใครทำอะไรเสียงดังโครมครามตกใจเป็นโรคหัวใจอ่อน หัวใจวายเกิดขึ้นได้ นั่นอันตรายหรือบางทีสติแตก กำหนดไม่ทัน ภาวะที่กำหนดจึงเป็นตัวสกัดเสริมสร้างสติ สกัดสิ่งที่จะเป็นอันตรายไม่ให้หลง ไม่หลงสุข ภาวะที่เรานั่งสุขมีความสุขสบาย เราก็พอใจในสุขนั้น เมื่อเรามานั่งในบัลลังก์ต่อไปความสุขไม่เกิดขึ้น เมื่อความสุขไม่เกิดขึ้นเราก็อึดอัด ทำไมทำไม่ได้เหมือนเดิม บัลลังก์ที่แล้วนั่งได้สบายกำหนดได้ชัดเจนสุขสบาย บัลลังก์นี้ทำไม่ได้อึดอัด อึดอัดคัดเคืองเนืองแน่นทรมานใจ ต้องคิดในเรื่องสุข พอคิดไปเป็นการดึงจิตในการจินตมยปัญญา ดึงจิตไปให้เจตนาไปตามความคิดนั้น มันก็จะลอยไป มันเป็นมายาของจิต เราคิดว่าเป็นจิตที่แท้จริงไม่ใช่ มันเป็นมายาของจิตที่แฝงความคิดอยู่ เป็นเหมือนดั่งม่านบังตาเบาๆ ตรงนั้นแหละ ที่ทำให้เราหลงสุข เพลินในความสุข แต่ลืมความเป็นจริงว่า ต้นสุขเป็นอย่างไร กลางสุขเป็นอย่างไร ปลายสุขเป็นอย่างไร มีสิ่งใดที่แปรเปลี่ยนอยู่ในสุขนั้น งั้นต้องดูต้องรู้ให้ทันต้องดูเห็นชัดเจน กำหนดให้ทันกระชับเข้าไป ภาวะจิตของเราจึงจะเกิดการพัฒนาและมีพละกำลังที่จะต่อสู้ได้ และสามารถประหารความรู้สึกที่ติดอยู่นั้นออกไปได้ เมื่อผ่านออกมาได้จิตใจก็จะมีช่องว่าง ช่องว่างก็คือการกำหนด สภาวะกระแสจิตก็จะดำเนินไปได้เต็มที่ ไปตามภาวะกระแสจิตที่เป็นปรมัตจิต จิตที่เป็นปรมัตคือจิตที่เกิดขึ้นมาเองอัตโนมัติไม่มีความคิดแทรก ไม่มีความรู้สึกแทรก มันจะพลึบขึ้นมา โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๘๑- ๘๒ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ, กิจกรรมวัดป่าฯบวชสามเณรบนดอย จ.เชียงใหม่