การภาวนาในการที่จะให้เกิดสมาธิอย่างรวดเร็ว และมีสภาวะที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสมาธิที่ตั้งมั่น แน่วแน่เป็น “เอกัคคตารมณ์” (เป็นอารมณ์เดียว) ไม่หวั่นไหวต่อสภาวะเล็กๆ น้อยๆ ตัวอย่างเช่น ในการภาวนา “พองหนอ-ยุบหนอ” ผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนดรู้ และมีความรู้สึกที่อาการพอง และอาการยุบของท้องเพียงอย่างเดียว โดยไม่เผลอสติ ต้องมีความรู้ที่ชัดเจนเหมือนกับการนั่งดูทีวี หรือ นั่งมองดูนกบินในท้องฟ้า หรือ มองดูคนป่วยหายใจระรัวๆ อยู่บนเตียงพยาบาล ให้เห็นภาพชัดเจน คือ เห็นอาการที่ท้องพอง ท้องยุบ อย่างแน่ชัดเสียก่อน อย่าไปใส่ใจกับสภาวะอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิต หรือที่มากระทบจากภายนอก ถ้าหากผู้ปฏิบัติไปใส่ใจกำหนดตามสภาวะที่กระทบ หรือ สิ่งที่มากระทบ และสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิต อารมณ์ กรรมฐานของเรา ก็จะรั่ว และไหลไปตามสภาวะเล็กๆ น้อยๆ นั้น ทำให้ไม่เกิดสมาธิที่ตั้งมั่นไม่มีพลังของสติที่จะไปกำหนด ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความท้อแท้เหนื่อยหน่ายต่อการปฏิบัติ ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจชัดเจนในองค์ภาวนา หรือฐานที่จิตไปกำหนดดู จึงทำให้หลายต่อหลายคนไม่สามารถปฏิบัติได้ และเบื่อหน่ายต่อการปฏิบัติ และบอกว่าไม่ได้อะไรเลย บางครั้งก็กล่าวว่า ตนเองไม่มีบุญ หรือ มีบุญน้อย นี้คือความเข้าใจผิดของผู้ปฏิบัติ หากท่านใดอยากปฏิบัติกรรมฐานไม่ว่าจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนา ก็ต้องอาศัยฐานที่ตั้งเป็นจุดยืนให้ได้เสียก่อน โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (วีระนนท์ วีรนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช คัดลอกบางตอนจาก http://www.watpacharoenrat.org/article.php?artid=128 ภาพประกอบ หลวงพ่อเมตตานำคณะศิษย์วัดป่าเจริญราช ทำวัตร สวดมนต์ ในศาลาที่ทางทางคณะได้สร้างขึ้นและมอบให้แก่ชาวบ้านสะเรเดคี ต.สบโขง อ. อมก๋อย เชียงใหม่ ในโครงการสายธารน้ำใจจากวัดป่าสู่ชาวชาวดอย ปี 62