ฉะนั้นในระยะเวลา ๒ วัน หรือวันที่ผ่านมาเราได้ เรียกว่า วอร์มร่างกาย วอร์มจิต เพื่อที่เราจะได้เข้าสู่เวทีจิตที่แท้จริงของเรา ก็หมายความว่า วันพรุ่งนี้เราก็ปิดวาจา ปฏิบัติเอง ปฏิบัติเอง ถึงเวลาหกโมงเช้าหรือหกโมงครึ่ง เราก็ปฏิบัติภาวนา ใครจะไปทานอาหารก็ไป ใครไม่อยากจะทานก็นั่งภาวนา เดินจงกรมต่อ ไม่ต้องไปพร้อมกัน ในช่วงเพลก็เช่นเดียวกัน ก็จะตั้งอาหารไว้ในช่วงเช้า หกโมงถึงหกโมงครึ่งหรือเจ็ดโมงครึ่ง ใครไม่ไปทานก็จะเก็บอาหาร พอในช่วงเพลก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่สิบโมงจนถึงห้าโมงครึ่ง ก็จะตั้งอาหารไว้ ก็มีปัญหาอยู่ว่า พอตั้งอาหารไว้แล้ว ถึงเวลาก็เก็บ ก็มีปัญหาอยู่ว่า คนที่ไปตักก่อนหนะ สติอ่อน ความโลภเกิด ก็ตักหมดก่อนเพื่อน นั้นหละ ตรงนั้นหละคือขาดธรรมะ พรุ่งนี้คอยดูกิเลสของเรา นิวรณ์ จึงได้พูดคำว่า นิวรณ์ธรรม นิวรณ์ธรรม ๕ ประการ ที่จริงไม่ใช่ ๕ ประการ มีมาก มีมากมาย ฉะนั้น อะไรหละคือนิวรณ์ นิวรณ์ คือ สิ่งขวางกั้นจิต ปิดกั้นจิตที่ดี ให้ไหลไปตามกระแสความไม่ดีของจิต คำว่าจิตของเรานี่ยกขึ้นสู่ที่สูงนี่ยาก แต่มักไหลสู่ที่ต่ำนี่ง่าย ฉะนั้นการที่เราจะทวนกระแส ทวนกระแสของทวนกิเลส ทนความรู้สึกของจิตที่มันชอบ ที่มันเคยชินหนะ อันนี้แหละ ท่านก็เรียกว่าเป็นการทวนกระแสแห่งธรรม ทวนกระแสแห่งนิวรณ์ นิวรณ์ คือ สิ่งที่ขวางกั้นจิตไม่ให้เกิดความเจริญ ไม่ให้เกิดความเมตตา ไม่ให้เกิดสัจจะ ไม่เห็นธรรม ถ้านิวรณ์เข้ามาขวางกั้นปิดบังเมื่อไหร่ มันไม่เห็นความดี มันไม่เห็นความสุข ไม่เห็นความจริง ไม่เห็นธรรม มันได้แต่กระทำ ถลำลึกลงโดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นโมหะ ที่ท่านกล่าวถึง คำว่า นิวรณ์ ๕ ประการ ตั้งแต่กามฉันทะนิวรณ์ ความพอใจรักใคร่ กามฉันทะนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธะนิวรณ์ อุจธัจจกุกกุจจะนิวรณ์ และวิจิกิจฉานิวรณ์ นิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ ธรรมที่เป็นนิวรณ์ หรือ ธรรมที่ขวางกั้นจิตของเรา ธรรมที่ปิดบังสติปัญญาธรรม ธรรมที่มันปิดบังธรรมไม่ให้เห็น ธรรมที่มันเห็นโลก เอาโลกมาปิดบังธรรม ธรรมที่เอาธรรมมาปิดบังโลก ไม่ให้เห็นโลก ธรรมที่ปิดบังใจ ไม่เห็นใจ ธรรมที่ปิดบังกายเรา ไม่เห็นกายเรา ธรรมที่ปิดบังเวทนา ไม่เห็นเวทนา ธรรมที่ปิดบังจิต กั้นจิต ไม่เห็นจิต ธรรมที่ปิดบังธรรม ไม่เห็นธรรม คือ นิวรณ์ธรรม มันกั้นยังไง มันกั้นนี้เป็นตัวตน ร่างกายสกลกายของเรา ไม่รู้ สกลหรือสากล กายมันเป็นสากล มันเป็นอย่างนี้ พอตัวนิวรณ์มากั้นปุ๊บ มันไม่รู้หรอกว่าเป็นของสากล เป็นของส่วนรวม มันจะจำกัดจำเขี่ยว่ามันอยู่ตรงนี้ เพียงเท่านี้ นั้นสภาวจิตเราแคบลง พอจิตที่แคบนั้นคือจิตที่เห็นแก่ตัว จิตที่เห็นแก่ตัวนั้นคือจิตที่กระด้างหยาบ จิตที่สกปรก มันก็จะเอาพอกพูนความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ความสกปรกเลอะเทอะมากขึ้น พอมากขึ้น มันก็เกาะจิตของเรามากขึ้น พอเกาะจิต ก็มาเป็นอารมณ์ของจิต พอเป็นอารมณ์ของจิต ก็เป็นอารมณ์ของความรู้สึก พอเป็นอารมณ์ของความรู้สึก ก็เป็นสภาวะแห่งสันดานหรือขันธจิต มันจะพอก จะเกาะติดไว้ น่ากลัวเหมือนตะไคร่ที่มันเกาะเสา สะพาน เสาสะพานที่เราเดินข้ามสะพานแม่น้ำต่างๆ ตะไคร่มันมาเกาะ เขียว ดำ ขูดไม่ค่อยออก น้ำทะเลคลื่นมันซัดทีไรไม่ค่อยออก นั้นก็เหมือนกันกับนิวรณ์ธรรมที่มันเกาะจิตเราโดยไม่รู้ตัว ด้วยอารมณ์ที่ไปยึดติด ถ้าเรามองไปลึกๆ มันเกาะกี่ปีแล้ว นานปีเข้า โอโห...รากเหง้ามันฝังเข้าไปในเนื้อของปูนเลย ของเสา เราจะไปขูด เอามีด เอาของ ใบไม้ ไปขูด อะไรไปขูดออกมันยาก โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากธรรมบรรยายโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๑๐๑ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่http://www.watpacharoenrat.org/youtube.php ที่มาของภาพ กิจกรรมวัดป่าฯบวชพระบนดอยอมก๋อย จ.เชียงใหม่