ตัวภาวะใน ปัจจัยปริคคหญาณ คือ เห็นอาการพองแต่ไม่เห็นอาการยุบ บางทีเห็นแต่ยุบ แต่ไม่เห็นพองเห็นเหตุ ไม่เห็นผล เห็นแต่ผลแต่ไม่เห็นเหตุ บางทีไม่มีเหตุไม่มีผลแต่เราตั้งจิตไว้เลย เอ้า พองแล้วๆ พอง ให้มันพองก่อน จิตเราพองก่อน จะพยายามดันให้พองตาม เหมือนโยคีอัดลมเข้าไปให้มันพองตามที่ต้องการ ไม่ใช่ นะ ฉะนั้นเราก็ไม่ต้องทำอย่างงั้น ทำโดยธรรมชาติ ดูไปเรื่อยๆๆๆ นะ นั้นพอภาวะนี้เกิดขึ้น เมื่อการนั่งที่มันสงบ จิตมันกำหนดได้ มันก็เข้าไปสู่ภาวะ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิมันก็ตรงกับ สัมมสนญาณ ญาณ ที่ ๓ อาการแห่งญาณที่ ๓ ปรากฏเกิดขึ้น อาการที่ปวด มันเคยปวด พอนั่งปุ๊บ มันหาย กำหนดปุ๊บ มันหาย แต่บางคนนั่งปุ๊บ กำหนดปุ๊บ ปวดหนักขึ้นกว่าเดิม ปวดหนักขึ้นกว่าเดิมเพราะพระไตรลักษณ์ที่ปรากฏ ทุกขเวทนา ความทุกข์เกิดขึ้น ปวดบีบคั้นเข้าไปขึ้น มากขึ้นๆ ทำ พอเราไม่ใส่ใจ พอเราปล่อยใจปุ๊บ เป็นยังไง หายปวด เมื่อเลิกกรรมฐาน หายปวดเลย บางคนนั่งกรรมฐาน ไม่ปวด พอเลิกกรรมฐาน ปวด อ้าว...เป็นอะไร พระไตรลักษณ์เกิดขึ้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรากฏท้องพองๆๆๆๆๆๆๆๆ อยู่ดีๆปุ๊บ มันกลับไม่พองอย่างที่เราคิดว่า พองออกไปเลย มันพองๆๆๆๆออก ยุบๆๆเสียบเข้าไปในกระดูกสันหลัง ในแผ่นหลัง นั้นอาการที่พองที่ยุบ จึงบอกจึงถาม ว่าอะไรมันยาว อะไรมันสั้น ฉะนั้นตอบด้วยการคิดเอาไม่ได้ ต้องตอบด้วยการปฏิบัติให้เห็น ให้เห็น เห็นแล้วถูก ถูกแล้วก็จะดำเนินต่อไปได้ นะ นั้นคือ ภาวะมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณมันจะเกิดขึ้นตรงเนี้ย ตรงการที่รู้ ใจเราเข้าไปรู้ หรือตาเรามองเห็น ตาที่ ๓ มองเห็นอาการที่เกิดขึ้นอยู่ เห็นอาการที่เกิดขึ้น พร้อมกับใจที่เห็นแล้วก็เข้าใจ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะผู้ที่สภาวะนั้นเกิดเท่านั้น โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีระนนฺโท) จากธรรมบรรยายในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๕๗/๖ วันที่ ๖ มี.ค. ๒๕๕๗ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=z0VbRQuad88