“ ปลิโพธ “ ผู้ปรารถนาที่จะเจริญกรรมฐาน จะเป็นสมถกรรมฐานหรือ วิปัสสนากรรมฐานก็ตามเป็นต้น จะต้องตัด “ ปลิโพธ “ คือเครื่องกังวลใจต่างๆ อันเป็นสิ่งที่ทำให้ห่วงใย เป็นกังวล ไม่สงบระงับ ไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์กรรมฐานนั้นๆได้ ปลิโพธ มี ๑๐ ประการคือ ๑. อาวาสปลิโพธ ห่วงที่อยู่อาศัย เป็นภิกษุก็ห่วงไปว่าถ้าไปเจริญกรรมฐานเสีย ก็กลัวภิกษุอื่นจะมาอยู่กุฎิแทน เมื่อกลับไปก็จะไม่มีที่อยู่ มิฉะนั้นก็เกรงไปว่าฝนจะรั่ว ปลวกจะขึ้น ๒. กุลปลิโพธ ห่วงบริวารว่านเครือ ตลอดจนผู้อุปถัมภ์อุปัฎฐาก เกรงจะห่างเหิน ขาดตอนไปเสีย ๓. ลาภปลิโพธ ห่วงรายได้ เกรงว่าลาภผลที่เคยได้อยู่จะลดน้อยลงหรือเลื่อนลอยไปเสีย ๔. คณปลิโพธ เป็นห่วงพวกพ้อง ลูกน้อง ลูกศิษย์ และมิตรสหายที่เคยสั่งสอนช่วยเหลือพึ่งพา ๕. กัมมปลิโพธ ห่วงการงานที่กำลังทำค้างอยู่ หรือจจะลงมือในเร็ววันนี้ เช่น ปลูกบ้านปลูกเรือน ขุดบ่อ ก่อศาลา ๖. อัทธานปลิโพธ ห่วงการเดินทางไกล กะว่าจะไปโน่นไปนี่ ต้องมีเวลาเตรียมตัว เตรียมข้าวของเงินทองต่างๆ ๗. ญาติปลิโพธ ห่วงพ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ ผู้ปรนนิบัติ ๘. อาพาธปลิโพธ ห่วงว่ากำลังไม่สบายอยู่ หรือฤดูนี้เคยไม่สบาย เกรงว่าจะเจ็บป่วยขึ้น กลัวเป็นลม กลัวเป็นไข้ไปต่างๆนานา ๙. คันถปลิโพธ ห่วงการศึกษาเล่าเรียน ถ้าไปเจริญกรรมฐานเสีย เกรงว่าจะเรียนไม่ทันเขา สู้เขาไม่ได้ ถ้าเป็นครูก็ห่วงลูกศิษย์ ๑๐. อิทธิปลิโพธ ห่วงการแสดงฤทธิ์ต่างๆ อันแสดงฤทธิ์หรืออภินิหารต่างๆ ต้องหมั่นบริกรรมอยู่เนืองๆ ถ้าละทิ้งนานนักอาจจะเสื่อม อาจไม่สามารถแสดงฤทธิ์ได้ การทำกสิณนี้ต้องใช้ขันติธรรม วิริยะธรรมให้มากๆ ก็จะสัมฤทธิ์ผลได้ พยายามทำความเข้าใจให้ดีๆ และหมั่นทำบ่อยๆอยู่สม่ำเสมอโดยมิได้ขาดหรือทิ้งช่วงไปนานๆเลยทีเดียว เมื่อฝึกได้ดีแล้วก็พยายามรักษาอารมณ์ไว้ให้คงที่เสมอ เรียกว่าทรงไว้ด้วยอารมณ์ สมาธิ ฌาน โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) สนใจอ่านเพิ่มเติมได้จาก “หนังสือธรรมะทวนกระแส” หน้า๑๓๗ – ๑๓๙