ท่านทั้งหลายสภาวะกายของเรา กับสภาวะจิตของเรา เป็น อย่างไรเล่า ต้องตามรู้ ตามดู ตามเห็น ชัดเจนกำหนดลงไป ถ้าไม่กำหนดชัดเจนลงไป สภาวะที่เลื่อนไหลไปเราก็ไม่รู้ สักแต่รู้ดูอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีจิตกำกับกำชับ จนสามารถสลัดจิตนั้นออกไปได้ หากเราไม่กำหนดไม่กำกับ ก็จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นแก่น อะไรเป็นหลัก เราเพียงสักแต่ว่ารู้ลอยเปล่าเปลี่ยว เราจะสลัดอะไรออกจากหลักไม่ได้แก่นแท้ แก่นธรรมะแท้ๆไม่รู้จัก เพราะอะไรสภาวะที่ไม่มี ที่กะเทาะของแก่นก็ไม่มีที่จะยึด เมื่อไม่มีที่จะยึด ภาวะจิตที่จะหลุดลอยออกไปจะหลุดจากอะไรไม่รู้ไม่เห็นเมื่อไม่มีส่วนที่จะหลุดลอยออกไป ภาวะใจก็เกิดความเคว้งคว้างลังเลสงสัย แต่เมื่อมีหลักยึดมั่น เกิดความมั่นใจท่านจึงว่าสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น ไม่สัดส่ายอารมณ์ร้อน ไม่สัดส่ายไปกับอารมณ์ทุกข์ ไม่สัดส่ายไปกับสิ่งที่มายั่วยวนใจ เป็นแต่สภาวะภายในรู้ดูแล้วตัด ขจัดสิ่งทั้งปวงออกจากสภาวะอารมณ์จิต เมื่ออารมณ์จิตไม่มีการไปติด การไปยึด การไปถือ ภาวะของตัวตนนั้นพ้นไปเสียแล้วไม่สามารถจะมีสิ่งใดมาเกาะเกี่ยวได้ เมื่อไม่มีอะไรมาเกาะเกี่ยวได้ จิตก็เป็นอิสระเป็นภาวะที่บริบูรณ์ของจิต ไม่มีสิ่งใดมาเกาะเกี่ยว ไม่มีอารมณ์ใดมาแอบแฝงมาเคลือบแคลงอยู่ ภาวะจิตนั้นเรียกว่า จิตเป็นอิสระเสรีจากทุกภาวะเป็นภาวะธรรมชาติของจิต จิตที่เป็นธรรมชาติ หรือจิตที่บริสุทธิ์หรือประภัสสร จิตอย่างนี้แหละ ทำไมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงดำเนินหน้าที่อยู่ ท่านดำเนินหน้าที่อยู่ เพื่อภาวะของจิต ทำเพื่อสรรพสัตว์ของโลก โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๑๓๗ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17