สัมมาทิฐิ คือ “ปัญญาอันเห็นชอบ” ปัญญาอันเห็นชอบเห็นอะไร เห็นสภาวะญาณ เห็นวิปัสสนาญาณเกิดขึ้น แล้วตามความเป็นจริง เห็นทุกข์ เห็นโทษ ของภาวะของความอยาก เห็นทุกข์ เห็นโทษ ของภาวะของตัณหา เห็นกิเลส กรรม วิบาก เกิดขึ้นกับจิต เมื่อเห็นดังนั้นแล้วเกิดพระไตรลักษณ์ เกิดขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาเป็นทุกข์เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนไปตามสภาพธรรมชาติ ตกอยู่ในกฎของธรรมชาติ ภาวะอนิจจัง ความไม่เที่ยงก็เกิดขึ้น แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงทุกวินาที เมื่อมันเป็นไปอย่างนั้นบุคคลทั้งหลายมองด้วยปัญญาว่า มันเป็นไปเช่นนั้นเอง แต่ปุถุชนคนธรรมดามองกล่าวว่ามันไม่น่าเป็น มันต้องเป็นอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนี้เมื่อกล่าวคัดค้านดังนั้นแล้วความทุกข์จึงเกิดขึ้นว่าเราเกิดมาต้องมีทุกข์ หรือเราเกิดมาย่อมเสวยสุขเท่านั้นพอ แต่เมื่อภาวะความทุกข์เปลี่ยนแปลงไป ความสุขเปลี่ยนแปลงไป คนนั้นรอไม่ได้ คนนั้นอยู่ไม่ได้เพราะมันเป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์แล้วความทุกข์ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนี้เสมอไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดถ้ามีกายมีจิตมีชีวิตอยู่ เมื่อเห็นด้วยปัญญาญาณแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยปัญญา เห็นด้วยอวิชชาความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อเห็นภาวะดังนั้นแล้ว สภาวะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จบลงไปหนึ่งขบวนการ ภาวะแห่งสภาวะกรรม การเห็นผลของกรรมก็เกิดขึ้นกรรมที่เกิดจากการกระทำกรรม เป็นตัวตกแต่งให้สัตว์โลกนำมาเกิดกรรมเป็นผู้ที่จำแนกสรรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้เป็นไปตามสภาวะนั้นๆก็เกิดขึ้นและผลของกรรมที่ปรากฏออกมาเรียกว่า “วิบาก” ปรากฏขึ้นแล้วปรากฏขึ้นเล่า ทุกครั้งตลอดไป ปรากฏอย่างนั้นเรียกว่าตกอยู่ใน “ภาวะวัฏสงสาร” แห่งวัฏมรรค วัฏปฏิปทา วัฏคามินีปฏิปทา โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๑๓๒ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17