กำหนดสติที่รากเหง้าของจิต โดยการกำหนดสตินั้น ถ้าฐานเกิดที่ไหน ต้องกำหนดที่ฐานนั้น หากใจของเราเกิดไม่พอใจ ก็ให้กำหนดที่ใจ คือต้นจิต ต้นขั้วรากเหง้าของจิต ด้วยการกำหนดที่ใจ กำหนดสติตามความรู้สึกเช่นไม่พอใจหนอ หรืออึดอัดหนอ กำหนดที่ดวงจิต คือดวงใจ คือหัวใจกำหนดตรงนี้ทันทีอย่าปล่อยให้ผ่านไป เมื่อกำหนดสติทันอย่างนี้ ตัวสภาวธรรมที่จะหนุนเนื่องขึ้นมา คือขันติ แปลว่า ความอดทน พอขันติมา สติก็เริ่มมา เมื่อสติมา สมาธิมา จึงเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิอัปปนาสมาธิ ตามลำดับ จิตใจก็จะเบาขึ้นมา เราก็กำหนดดูอาการพองยุบชัดเจนยิ่งขึ้น ดูสภาวะที่เกิดขึ้นชัดเจน ถ้าเรามีสติแก่กล้า เรากำหนด ๒-๓ ครั้ง สภาวะอารมณ์นั้นตัดจบลงไปทันที ต่อไปก็กำหนดพองหนอ ยุบหนอให้ต่อเนื่องกัน อาการทุกอาการต้องกำหนดทุกระยะ เมื่อกำหนดอย่างนี้เราเรียกว่าเป็นการหนุนสภาวธรรม จะเห็นได้ว่าธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการหนุนเนื่องซึ่งกันและกัน อย่างเช่นกามฉันทะเกิดขึ้นมาก่อน องค์พยาบาทตามขึ้นมาเราเรียกว่าอธิบดีอารมณ์หรือเอกัคคตาอารมณ์ คือความมีอารมณ์เป็นอันเดียว ซึ่งจะเป็นอารมณ์ทางไหน เป็นอารมณ์ทางบุญหรือเป็นอารมณ์ทางบาป ตรงนี้เราต้องรู้เท่าทัน บางครั้งพอนั่งภาวนานิ่งไป จนไปเจอ ถีนมิทธะมาก่อน มันหนุนขึ้นมาชัดเจน ตัวอุทธัจจกุกกุจจะ หนุนให้สูงขึ้นทั้งง่วงทั้งฟุ้ง มันหนุนให้เกิดเป็นแรง ๒ เท่า เป็นแรงผลักเหมือนกับแม่น้ำเอ่อล้นที่เขื่อนหรือประตูน้ำ หากเราเป็นผู้คอยเฝ้าดูประตูน้ำ ถ้าน้ำเกิดไหลไปในช่องทางเดียว มันก็ไหลอย่างแรง จนสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะแรงหนุนมันมีมาก มันตัดพยาบาทหนุนเข้าไปอีก มันก็ยิ่งหนัก แต่ถ้าตัวศีลมันมีแล้ว สมาธิมันมีขึ้นมาความบริสุทธิ์เกิดขึ้น ตัวศีล สมาธิก็เกิดขึ้นด้วย บางครั้งสมาธิเกิดขึ้นมามาก เช่นผู้ปฏิบัติที่นั่งสมาธิภาวนาไป โดยมันไม่รู้อะไร มันนิ่งเฉย นี่คือสภาวะของสมาธิมาก พอสมาธิมาก ถ้ามีสติเข้ามาหนุน สมาธิก็จะตั้งมั่นได้ดี โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๑ หน้า ๖๒ – ๖๓ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17