บุญยิ่งกว่า...คือการทำกรรมฐาน การทำบุญที่จะได้บุญมากกว่าการสร้างโบสถ์ สร้างวิหารเจดีย์ คือการทำกรรมฐานที่เราปฏิบัติกันอยู่นี่แหละ หากทำจริงก็ได้มาก เพราะว่าเรารักษาคุณงามความดี คือการสร้างสันติสุข ความสงบในใจ พอเราสงบ คนข้าง ๆก็สงบ เมื่อคนข้าง ๆ สงบ มันก็ขยายไปหนึ่งคน สองคน สามคน เป็นหนึ่งร้อยคน เป็นหนึ่งพันคน เป็นหนึ่งล้านคน ขยับมากขึ้นเรื่อยๆ โลกนี้จะสงบเป็นสันติสุข สันติภาพ นี่คือความสงบไปสู่ทางบุญคือทางแห่งความดี แต่ถ้าไปสู่ทางบาป เช่น การไปร่วมประชุมกันเตรียมวางแผนทำลาย ถามว่าใครเป็นตัวตั้งหรือไม่มีใครเป็นตัวตั้ง ในที่นี้ อวิชชา เป็นตัวตั้ง ถามว่าใครเป็นคนลงมือกระทำ ก็อวิชชาเป็นตัวบังคับกาย กายจึงเป็นผู้ลงมือกระทำ ท้ายที่สุดเราก็หลงผิดไปโดยไม่รู้สึกตัว เพราะเราทำผิดไปกายเป็นบาปอกุศล ที่เรามองไม่เห็น ถ้าเรามองเห็นแล้วก็เหมือนกับเราสมรู้ร่วมคิดด้วย ยกตัวอย่างเช่น บางวัดมีมโหรสพหรือลิเกดี ๆไปแสดงในวัด ค่าจ้างครั้งละหลายแสนบาท บางทีเก็บเงินได้เท่าไร วัดได้ด้วย กรรมการได้ด้วย หากงานขาดทุน วัดรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวนี่คือการทำบุญ แต่ไม่ได้บุญ เพราะมันเป็นบาป มันเลยปรุงแต่งไปทางบาปทั้งหมด มันสนุกสนานร่าเริง เป็นสิ่งยั่วยุ ยั่วกิเลสผิดศีลธรรม การร้องรำทำเพลงในเขตลานบุญลานธรรม แผ่นดินนี้กว้างใหญ่ไพศาล อาตมาขอบิณฑบาตเขตลานบุญลานธรรมที่วัดบ้างเถอะ หรือการโฆษณาปิดป้ายการฝังลูกนิมิตมีงานมโหรสพที่วัด ติดป้ายรุงรังตามถนน เขาไปดูมโหรสพกันทั้งนั้น เป็นการโฆษณาชวนเชื่อสิ่งที่เป็นบาป เราคงจะได้ยินข่าวพากันตายเป็นขบวน แต่พอเวลาเรามาปฏิบัติธรรม มีใครลงข่าวบ้างหรือไม่ อาตมาไม่เห็นสักข่าว เพราะข่าวไม่เสนอสิ่งที่เป็นบุญเป็นประโยชน์ มันก็ไม่มีใครมองเห็นคุณประโยชน์นั่นเอง มันเลยไม่มีการกระตุ้นเตือนให้จิตอยากจะทำความดีเหมือนกับเรามานั่งกรรมฐาน หากไม่มีสิ่งมากระตุ้นเตือนให้จิตอยากจะทำ มีแต่ความเจ็บปวดทรมานสังขารแทบจะแตกดับ จนใจคิดว่าไม่ไหวแล้ว ถ้าใจไม่แข็งพอ เราก็ถอยไป อาตมาขอชมเชยผู้สูงอายุและทุกท่านที่มาในที่นี้ บางคนนั่งร้องไห้กัดฟันสู้ก็ยังดีกว่าไม่ได้สู้ เพราะถือว่าเราได้สู้แล้ว คือสู้กับตัวเราเอง เอาชนะใจตัวเอง ค้นหาใจตัวเองเขาเรียกว่าพยายามขัดสีฉวีวรรณให้จิตผ่องใสผ่องแผ้วเมื่อเราเห็นประโยชน์ มันก็จะได้ประโยชน์ เมื่อเราสร้างประโยชน์แก่ตัวเองได้ เราแนะนำคนอื่นทำประโยชน์ได้ แต่ถ้าเราไม่รู้วิธีทำ ไม่รู้วิธีสร้างประโยชน์ เราทำไม่เป็นเลย แล้วจะแนะนำผู้อื่นได้อย่างไร เขาเรียกว่ามีแต่ลมปาก มันก็มีเกิดการปฏิบัติกาขึ้น คือเกิดความดำ ความหลง ความหลงในสงสาร เราหลงอยู่ในวังวน อาตมาจึงว่าสุขอยู่ในวังวน พอสุขในวังวนก็วนอยู่ตรงนั้น มันไม่ไปไหน เพราะโมหะเข้าครอบงำ เขาจึงเรียกว่าบาปที่เราไม่รู้สึกตัว นี่คืออภิสังขารมาร โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๒ หน้า ๕๖-๕๗ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17